คนพาล-นักปราชญ์




คนพาลพูดขึ้นในที่ใด
ในที่นั้น แม้ไม่ถูกผูกมัด ก็ถูกผูกมัด
ส่วนนักปราชญ์พูดขึ้นในที่ใด
แม้ถูกผูกมัดแล้ว ก็หลุดพ้นในที่นั้น

พันธนโมกขชาดก 


          เรื่องของคนพาลนั้น ในมงคลสูตรข้อแรกสอนไว้ว่า "อเสวนา จะ พาลานัง" หมายถึง อย่าคบคนพาล หากพิจารณาดูให้ดี คนพาลที่เป็นคนตัวเป็นๆ นั้น พอเรารู้ เราก็คงหนีให้ไกลไปเองโดยธรรมชาติ แทบไม่ต้องสอนต้องบอกกันแต่อย่างใด

          แต่คนพาลที่น่ากลัว ไม่ควรคบนั้นคือใคร..น่าจะเป็นตัวของเราเอง หรือพูดให้ชัดก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเราเอง ที่นำเอารูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ อันเร่าร้อนมาสู่จิตมิได้ขาด ทุกข์ก็เร่าร้อน สุขก็เร่าร้อน เพราะสุขทางโลกที่เราหลงใหลนั้น จัดอยู่ในหมวดเดียวกับทุกข์ เนื่องจากไม่มีความยั่งยืนถาวร วันใดสุขที่เคยได้สลายไป วันนั้นใจก็หดหู่แล้ว..แต่เรานั้น แทบจะไม่ได้ตระหนักกันเลย ว่าคนพาลที่นำความทุกข์ ความเดือดร้อนมาให้แก่เรา ที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเรา หรือตัวของเรานั่นเอง

         ดังนั้น ควรหรือไม่ที่เราจะคบคนพาลนี้ต่อไป หรือเลิกคบ ด้วยการไม่ปล่อยจิตให้ซัดส่าย หวั่นไหวไปตามอารมณ์ ความรู้สึกที่ตา หู จมูก ลิ้น ฯลฯ คอยปั่นเราไม่ได้หยุด แล้วหันมาคบบัณฑิต ซึ่งแปลว่า ผู้รู้แทน และบัณฑิตที่จะปลดลปล่อยเราจากคนพาลนี้ได้ ก็มิได้อยู่ที่อื่น แต่อยู่ในตัวเราเช่นกัน...


                                                                                                      วัสสวดี

มองตัวเราก่อนคนอื่น



          ขอให้เรามีศรัทธาคนเดียว ให้ปฏิบัติจริง ทำจริง ยังไม่ต้องมองคนอื่น ให้มองตัวเรา พระพุทธเจ้าพระองค์ก็มองพระองค์ก่อน พระองค์ไม่ได้วิ่งไปสอนโลกก่อน พระองค์สอนพระองค์จนเสร็จกิจแล้ว จึงสอนคนอื่น 

                                                                                                    หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ

มีสติ ได้ปัญญาเป็นของขวัญ




ยามตามรู้ทีแรกได้มีสติ
ดูไปสิได้ปัญญาเป็นของขวัญ
หากตามรู้ตามดูอยู่ปัจจุบัน
ของกำนัลปัญญาได้ไม่ทุกข์ใจ

พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส


รู้ตัวอยู่ในปัจจุบันคือมีสติ เมื่อสติเกิดได้ต่อเนื่อง ปัญญา (ทางธรรม) จะได้มาเอง เป็นของขวัญ...

วัสสวดี

ไม่อยากเป็นกรรมเวร ต้องตัดอารมณ์



เราไม่อยากเป็นกรรมเป็นเวร
เราต้องตัดอารมณ์น่ะล่ะ
ให้รู้ในที่รู้ ให้กำหนดดูความรู้
อยู่ตรงไหน
แล้วเราก็เพ่งอยู่ตรงนั้น

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

          อารมณ์ของเราเป็นเหตุแห่งการสร้างกรรมเวร จึงต้องรู้สึกตัวอยู่เสมอ ไม่ปล่อยจิตเป็นไปตามอารมณ์

                                                                                                       วัสสวดี




สิ่งใดที่เรารู้เท่าทัน...



สิ่งใดที่เรารู้เท่าทัน สิ่งนั้นไม่สามารถที่จะดึงใจของเราไปทรมานให้เกิดทุกข์ขึ้นได้

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย


               นัยที่หนึ่ง...หากเราเข้าใจในโทษของความโกรธอย่างแท้จริง เราจะละวางความโกรธได้ อารมณ์อื่นๆ เช่น รัก โลภ หลง ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน นัยที่สอง...ในการปฏิบัติธรรม ท่านให้มีสติ รู้สึกตัวอยู่เสมอ เพื่อให้เท่าทันอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เมื่อรู้เท่าทัน สิ่งต่างๆ เหล่านั้นจักดับไป และทำให้ใจเราทุกข์ไม่ได้

                                                                                                    วัสสวดี

ศาสนา ตั้งต้นที่กายกับใจ



ศาสนา ตั้งต้นที่กายกับใจ 
เทวดา อินทร์ พรหม ไม่สามารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้
เพราะเหตุว่ามันสุขเกินไป เราเกิดมาเป็นมนุษย์นับว่าดีอักโขแล้ว 
ขอให้รักษามนุษยธรรมไว้ก็แล้วกัน
ถ้ารักษาไว้ไม่ได้ มันจะเลวลงไปกว่ามนุษย์นี้อีก 
ไปเกิดเป็นสิงสาราสัตว์ แต่ละภพชาติมันนานแสนนาน

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

          คนเรานั้น หากยังไม่สามารถก้าวข้ามความเป็นปุถุชนสู่พระโสดาบัน ท่านว่ายังไม่ปลอดภัยจากการตกไปสู่อบายภูมิ และการตกอบายภูมิ ครูบาอาจารย์สอนว่า อาจใช้เวลานานแสนนาน กว่าจะได้คิวกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง เพราะฉะนั้น พึงอย่าประมาทในการทำความดี และต้องทำ "มากกว่าดี" ด้วย คือก้าวให้ข้ามความเป็นปุถุชน ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงให้แนวทางเราไว้ชัดเจน และเป็นเป้าหมายอันแท้จริง เพื่อความปลอดภัยจากทุกข์อย่างถาวร

                                                                                                  วัสสวดี

กำไรชีวิตคือไม่แส่ไปในอารมณ์



ตั้งใจ ตั้งสติ คือ ความระลึกได้ สัมปชัญญะ
คอยควบคุมจิตใจ ไม่ให้แส่ไปในอารมณ์
ที่ทำให้เราโลภ เราโกรธ เราหลง อยู่ทุกเวลานาที
ถ้าทำอย่างนี้ ได้ชื่อว่า
การสร้างชีวิตของเรา ให้เป็นกำไรในภพนี้

หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป

การฝึกตนต้องเป็นอกาลิโก



การฝึกตนนั้นเราต้องทำอยู่เป็นอกาลิโก 
ไม่เลือกกาลเวลาและสถานที่ 
โอกาสให้เมื่อไหร่ก็ต้องทำ 
ทั้งนี้เพื่อความไม่ประมาท 
การที่นักปฏิบัติธรรม ผู้รอกาลเวลาสถานที่ 
แม้โอกาสให้แล้วแต่ก็มัวแต่รอ 
รอว่าแก่ก่อน อายุมากก่อน 
รอว่าเข้าป่าก่อน อยู่ในดงในเขาก่อนจึงจะทำ 
มัวแต่เลือกกาล เลือกสถานที่ ก็เลยเสียเวลาไปโดยใช่เหตุ

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต


ทุกคนมีเวลาปฏิบัติธรรม



บางคนบอกว่าไม่มีเวลาปฏิบัติธรรมเลย 
แล้วคุณมีลมหายใจอยู่หรือเปล่าล่ะ 
ขอให้มีสติกำกับลมหายใจ 
นั่นคือการปฏิบัติธรรม... 

ครูบาเจ้าหน่อแก้วฟ้า 

รักษาศีลร้อยครั้ง ไม่เท่าภาวนาครั้งหนึ่ง



          พระพุทธองค์ท่านจึงสอนว่า การให้ทานร้อยครั้งไม่เท่ารักษาศีลครั้งหนึ่ง รักษาศีลร้อยครั้ง ไม่เท่าภาวนาครั้งหนึ่ง ภาวนานี้มันละเอียด เพราะภาวนานี้มันถึงจิต มันปล้อนสารพัดอย่างออกมาได้ เห็นในจิตตนเอง

                                                                                                       หลวงปู่ชา สุภัทโท