มันเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นเอง


ความเจ็บปวดของมนุษย์
ส่วนใหญ่นั้นไม่จำเป็นเลย
เพราะมันเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นเอง
ตราบใดที่จิตใจ ซึ่งเราไม่เคยเฝ้าดู
ยังคงควบคุมชีวิตเราอยู่
The greater part of human pain is unnecessary.
It is self-created as long as the unobserved mind runs your life.
Eckhart Tolle

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

27 ส.ค..68 


 

ความทุกข์เป็นแค่ตัวเลือก


ความทุกข์เป็นแค่ตัวเลือก
ขณะที่ความเจ็บปวดคือ
สิ่งที่เกิดกับกาย
แต่ความทุกข์คือสิ่งที่เกิดกับใจ
มันคือความรู้สึกว่า
อะไรๆ ควรเป็นแบบอื่น
ไม่ใช่แบบที่มันเป็น
ยาทำลายพิษของมันคือ
"การยอมรับ"
ท่านหวู ซิน
Suffering is a choice
Whereas pain is
A physical experience
Suffering is a mental one.
It is the sense that
Things should be
Other than they are.
Its antidote is Acceptance.
💙
~ Wu Hsin

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

27 ส.ค..68 


 

เป็นการทำที่เกาะให้กิเลส


"ดูก่อน สุมนะ ความยึดถือว่าเรา ว่าของเรา
เป็นการทำที่เกาะให้กิเลส
การทำลายความยึดถือว่าเรา ว่าของเรา
เป็นการทำลายที่เกาะของกิเลส
เหมือนทำลายที่เกาะของนก
เมื่อนกไม่มีที่เกาะที่กุม ไม่มีที่พักผ่อน
มันก็จะบินจนเหนื่อยตายไปเอง
ดูก่อน สุมนะ พระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงไว้แล้วว่า
รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
ตา หู จมูก ลิ้น กายใจที่บุคคล
เข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวตนของเรานื่เอง
เป็นที่เกาะแห่งตัณหาอุปาทาน
เมื่อตัณหาอุปาทานจะเกิด
ย่อมเกิดเพราะอาศัยตัวตน
ที่เราเข้าไปยึดถือนี้
"ดูก่อน สุมนะ โดยความเป็นจริงแล้ว
ตัวตนนั้นไม่มี แต่พระผู้มีพระภาค
ทรงเรียกตามบัญญัติของโลกเท่านั้น"
"ข้าแต่พระคุณเจ้า เมื่อตัวตนไม่มี
แล้วจะสอนให้ยึดถือในตัวตนเพื่ออะไรเล่า
เหมือนเมื่อเสือไม่มี
จะประโยชน์อะไร
ในการสอนให้ยิงเสือ"
"สุมนะ เรากล่าวแล้วว่า
คำว่าตัวตนนั้นเป็นคำที่พระผู้มีพระภาค
พลอยเรียกตามที่ชาวโลกเขาสมมติเรียกกัน
เพื่อให้ชาวโลกเขาฟังรู้เรื่องเข้าใจเท่านั้น
ถ้าจะถือว่าตัวตนไม่มีโดยปรมัตถ์
พระผู้มีพระภาคก็ทรงสอนให้ละ
ความยึดถือตัวตน ตามที่ชาวโลก
เขาสมมติเรียกกันนั่นเอง นอกจากนี้
พระพุทธองค์สอนว่า สิ่งใดที่เรายึดถืออยู่
ให้ละสิ่งนั้นเสีย และไม่ว่าสิ่งนั้น
ชาวโลกนั้นเขาจะเรียกกันว่าอะไรก็ตามเถิด
ทั้งนี้เพราะความยึดมั่นถือมั่น
เป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์
เป็นทางตามมาแห่งความเศร้าโศก
ให้ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
พระองค์ทรงแสดงธรรมเป็นเหมือนพ่วงแพ
ซึ่งพุทธบริษัทจะต้องละทิ้งเมื่อถึงฝั่งแล้ว
จะยึดจะติดอยู่อีกไม่ได้
ไม่จำเป็นจะต้องแบกแพขึ้นไปบนบกด้วย
พระองค์จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย
เราสอนให้ละเสียแม้ซึ่งธรรมะ
จะกล่าวไปใยถึงอธรรมเล่า"
…
.
“ปรัชญาทางพระพุทธศาสนา”
วรรณกรรม #แสงเทียน
อาจารย์วศิน อินทสระ
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

27 ส.ค..68 


 

อย่าเกิดเลยดีกว่า


ชีวิตมีความตายเป็นที่สุด
ถ้าเราเกิดอีก เราก็ลำบากอีก
อย่าเกิดเลยดีกว่า
งานที่ทำขอให้คิดว่าทำเพียงหน้าที่
คือ หน้าที่ๆ จะต้องเลี้ยงตัวเอง
เลี้ยงครอบครัว ทำไป
และอย่าติดหน้าที่ คิดวาง คิดปล่อย
คลายความเมา
ปล่อยให้เป็นเรื่องของกรรม
แต่อย่าบกพร่องในหน้าที่
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
ภาพ Pinterest
*การไม่เกิดอีกมีหนทางเดียวที่จะทำได้ คือบรรลุธรรมจนถึงที่สุด...
นำพาจิตให้เห็นว่าในโลกนี้สรรพสิ่งทั้งหลาย ทั้งกายและจิต
ไม่มีอะไรเป็นเรา ของเราเลย..ดังนั้น การบรรลุธรรมจึงสำคัญต่อชีวิต*

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

27 ส.ค..68 


 

ธรรมชาติของเธอ..


ธรรมชาติของเธอ
คือความรู้อันบริสุทธิ์
ไม่ใช่ปรากฏการณ์
ที่ปรากฏและหายไป
ภายในนั้น
Your nature is pure awareness, not the phenomena
that appear and disappear within it.
Nisargadatta Maharaj
*ความคิด อารมณ์ ที่เกิดขึ้นและดับไปในจิต มิใช่ของเรา
เรียนรู้ที่จะวาง จะถอดถอนสิ่งที่มิใช่ธรรมชาติของจิตเหล่านี้
เพื่อค้นพบตัวจริงแท้ของจิต ซึ่งนั่นหมายถึงอิสรภาพอันแท้จริง*

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

27 ส.ค..68 


 

คาถาแก้ทุกข์


เวลาที่ชีวิตเรามีความทุกข์มากๆ
หลวงพ่อให้คาถาไว้บทหนึ่ง
เวลาที่ชีวิตเรามีความทุกข์หนักๆ
เรายังแก้ไม่ตก แล้วเรากลุ้มใจมาก
ให้ท่องคาถาบทนี้ไว้ คาถานี้สั้นๆ
"เดี๋ยวมันก็ผ่านไป เดี๋ยวมันก็ผ่านไป"
มีไหมความทุกข์ที่เกิดแล้วไม่ผ่าน ไม่มีหรอก
ในชีวิตเราผ่านความทุกข์มาตั้งเท่าไหร่แล้ว
เห็นไหม ว่าทุกอย่างก็ผ่านไป
แล้วถ้าความสุขเกิดขึ้นก็ท่องคาถานี้ได้
"เดี๋ยวมันก็ผ่านไป"
เราก็จะได้ไม่หลงวิ่งหาความสุขวุ่นวาย

เวลาอะไรเกิดขึ้นในชีวิต
ไม่ว่าความสุขหรือความทุกข์ กุศลหรืออกุศล
ท่องคาถาไว้ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป
ใจเราก็จะมีสมาธิจะสงบขึ้นมา
เราก็ดูไปว่ามันจะผ่านจริงหรือไม่จริง
อย่างความสุขเกิดขึ้น เดี๋ยวมันก็ผ่านไปดูสิ
สุดท้ายมันก็ผ่านไปจริงๆ
เวลาความทุกข์เกิดขึ้นเราทำอะไรไม่ได้
เราก็ท่องในใจ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป
แล้วดูสิมันจะผ่านไม่ผ่าน
แล้วมันก็ผ่านจริงๆ

คอยเตือนตัวเองเรื่อยๆ ว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเรา
เดี๋ยวมันก็ผ่านไปทั้งหมด
ชีวิตร่างกายเราเองเดี๋ยวมันก็ผ่านไป
ชีวิตร่างกายของคนที่เรารัก
เดี๋ยวมันก็ผ่านไป
ชีวิตร่างกายของคนที่เราเกลียด
เดี๋ยวมันก็ผ่านไป
ไม่มีอะไรเลยที่มาแล้วไม่ไป
คอยพิจารณาคอยสอนตัวเองอย่างนี้เรื่อยๆ
แต่ถ้าเรามีสติมีจิตตั้งมั่น เราดูของจริงไปเลย
แต่ถ้าจิตเรายังไม่มีคุณภาพพอ
เราก็สอนๆ มันไปอย่างนี้
ท่องคาถานี้ คาถานี้เป็นคาถาวิเศษ
ท่องเรื่อยๆ จิตจะทรงสมาธิที่ดีมากๆ เลย
.
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
29 กรกฎาคม 2567
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

27 ส.ค..68 


 

นั่นคือวิถีแห่งพระพุทธเจ้า


บ่อยครั้งที่เราลดทอนคุณค่าของพระพุทธเจ้าให้เป็นเพียงรูปเปรียบ
พิธีกรรม และสัญลักษณ์ โดยลืมไปว่าคำสอนสูงสุดของพระองค์
ไม่ได้เกี่ยวกับการบูชา แต่เป็นการเปลี่ยนแปลง (จิตตน)
.
พระพุทธเจ้าก็ทรงเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เช่นเดียวกับเรา
พระองค์ทรงมีความทุกข์ พระองค์ทรงตั้งคำถาม พระองค์ทรงค้นหา
และด้วยปัญญาญาณอันลึกซึ้งและการฝึกฝนภายใน
พระองค์ทรงตื่นรู้ถึงธรรมชาติที่แท้จริงของการดำรงอยู่
คือรู้ถึงความทุกข์ สาเหตุของความทุกข์ และหนทางพ้นจากความทุกข์
.
พระองค์ไม่ทรงเคยขอให้ใครเคารพบูชา ไม่เคยอ้างตนเป็นพระเจ้า
พระองค์เพียงตื่นรู้ – เป็นพุทธะ – และเชิญชวนผู้อื่นให้เดินตามรอยทางนั้น
.
การเป็น “พระพุทธเจ้า” ไม่ได้หมายถึงการสวมจีวรหรือสวดพระคาถา
แต่หมายถึงการทำจิตใจให้สงบ การปลดปล่อยตนเองจากความยึดติด
ความโกรธ อัตตาตัวตน และมายาภาพ การมองสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง
ไม่ใช่ผ่านเลนส์แห่งตัณหาหรือความกลัว
.
คุณจะไม่พบพระพุทธเจ้าในวัด แต่คุณจะพบพระพุทธเจ้าในจิตสำนึกของคุณ
ด้วยความมีสติ ความเมตตา การฝึกฝน และการปล่อยวาง
.
การบูชาเป็นเรื่องง่าย แต่การเปลี่ยนแปลง (ตน) เป็นความศักดิ์สิทธิ์
.
ดังนั้น อย่าเพียงแค่ค้อมศีรษะให้กับรูปเปรียบ แต่จงนั่งเงียบๆ สังเกตลมหายใจ
จงมีเมตตาโดยปราศจากเงื่อนไข ปล่อยวางโดยไม่ขุ่นเคือง
และก้าวเดินบนเส้นทางแห่งการตื่นรู้ภายใน
.
นั่นคือวิถีแห่งพระพุทธเจ้า



Too often, we reduce the Buddha to statues, rituals, and symbols — forgetting
that his ultimate teaching was not about adoration, but transformation.
The Buddha was a human being, just like you and me.
He suffered. He questioned. He searched.
And through deep insight and inner discipline,
he awakened to the true nature of existence — to suffering,
its cause, and the path beyond it.
He never asked to be worshipped.
He never claimed to be a god.
He simply became awake — a Buddha —
and invited others to walk the path.
To be “Buddha” is not to wear robes or chant scriptures.
It is to quiet the mind.
To free oneself from attachment, anger, ego, and illusion.
To see things as they truly are, not through the lens of craving or fear.
You don’t find the Buddha in a temple.
You find the Buddha in your awareness.
In your mindfulness, your compassion,
your discipline, and your detachment.
Worship is easy.
But transformation is sacred.
So don’t just bow your head to a statue.
Sit in silence.
Observe your breath.
Be kind without condition.
Detach without resentment.
And walk the path toward the inner awakening.
That is the way of the Buddha.

ด้วยความเคารพอันลึกซึ้งสูงสุด

ขอบคุณบทความดีๆ จากเพจ Buddhism

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

27 ส.ค..68