คิดแต่เรื่องตัวเอง ก็ขาดทุนแล้ว


คิดแต่เรื่องตัวเอง ก็ขาดทุนแล้ว เพราะมีแต่ทุกข์
ตัวเอง (อัตตา) คือ ตัวทุกข์
หลายคนไม่รู้สิ่งนี้
ต่อเมื่ออยู่กับตัวเองด้วยความว่าง..
(ว่างจากตัวเอง) กลับพบสุขสงบพลัน
ว่างจากตัวเอง=ว่างจากเหตุที่ก่อทุกข์
ว่างจากตัวเอง=สุขที่นี่ สุขเดี๋ยวนี้ อิสระทันที
ว่างเว้นจากตัวเองได้=บรมสุข สุขใดจะเทียมเท่า
ว่างจากตัวเอง=พ้นจากบ่อเกิดทุกข์
ว่างจากตัวเอง=พ้นจากทุกข์
ว่างจากตัวเอง=สุขไม่มีประมาณปรากฏทันที

อิโตมิ จัง

Image by jplenio from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เราควรจะขอบคุณขันธ์ 5…


เราควรจะขอบคุณขันธ์ 5… 
เราควรขอบคุณ ความวิตกกังวล 
ความกลัว ความอิจฉาริษยา ความโลภ 
อะไรต่างๆ ที่เปรียบเสมือนวัชพืช... 
ถ้าเราสังเกตมัน.
มันก็จะเป็นการช่วยในการปฏิบัติ
ให้เราเกิดความก้าวหน้า  ก็คือมันเป็นครูเรา
มันเป็นสิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้ 
นั่นแหละมันจะช่วยจิตของเราให้พัฒนายิ่งขึ้น
แล้วเราจะพบว่า วัชพืชนี่มันก็จะเปลี่ยน
ไปเป็นอาหารบำรุงจิตใจของเรา 
ทำให้จิตใจของเราเจริญขึ้น
นั่นแสดงว่าการปฏิบัติของเราได้ก้าวหน้าขึ้น
ได้พัฒนาขึ้น...

หลวงพ่อโพธินันทะ

Image by ThanhVu68 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

อย่างนี้คือกิเลสไม่ลด


วิธีสังเกตง่ายๆ ข้อปฏิบัติใดที่ละกิเลสได้
ก็คือมันจะทำให้จิตใจนั้นเป็นกลางต่อโลกมากขึ้น 
เข้าใจความจริงของโลก ไม่ตกไปข้างใดข้างหนึ่ง 
เราเข้าวัดไปปฏิบัติหรือเข้าไปสำนักนั้นสำนักนี้
หรือไปอยู่ในถ้ำปฏิบัติธรรม 
ถ้าปฏิบัติถูกต้อง จะเป็นกลางต่อโลกได้มากขึ้น 
เจอของน่ารักก็ไม่รัก 
เจอของน่าเกลียดก็ไม่หงุดหงิด ไม่รำคาญ 
ถ้าปฏิบัติไม่ได้ผล กิเลสไม่ลด 
ตอนไปอยู่ในถ้ำ ก็รู้สึกว่าดีเหมือนกัน รู้สึกสงบดี
พอออกมาเจอสิ่งใดน่ารักก็รักเหมือนเดิม 
เจอสิ่งใดน่าเกลียดก็ไม่ชอบ 
อย่างนี้คือกิเลสไม่ลด

อ.สุภีร์ ทุมทอง

Image by ChiemSeherin from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

หลุดพ้นเพราะเราไม่สมมติ


พระพุทธเจ้าจึงทรงว่าไว้ในสัจธรรม
เรื่องอริยสัจจ์ทั้งหลายว่าทุกข์ควรกำหนด 
กำหนดอย่างไร
กำหนดเพื่ออะไร
กำหนดเพื่อให้มันรู้จักทุกข์
เมื่อรู้จักทุกข์แล้วท่านไม่ให้ละจากทุกข์ 
แต่ท่านให้ละสมุทัย 
เพราะว่าทุกข์นั้นเป็นเรื่องสมมติ 
เราสมมติเอาว่าเป็นทุกข์ ถ้าเราไม่ว่าแล้ว 
เขาก็ไม่ว่าอะไร 
นี่แหละผู้ปฏิบัติจะออกจากทุกข์ได้
ก็เพราะมาเห็นสมมตินี่แหละ
ทุกข์เพราะสมมติ สมมติว่าเป็นโน่นเป็นนี่ 
เราไม่สมมติ หยุดสมมติล่ะ มันก็เป็นวิมุตติ 
หลุดพ้นหมดสิ่งสารพัดทั้งหลาย 
หลุดพ้นเพราะเหตุใด 
หลุดพ้นเพราะเราไม่สมมติ 
มันก็เป็นวิมุตติ วิมุติญาณทัสสนะ 
เราได้เห็นแล้วก็พ้นจากสมมติ 
นี่แหละท่านจึงได้เทศนาไว้  
สมุทเฉทปาหานะ ผู้ละได้แล้ว
สมุจฉทวิมุตติ หลุดพ้นหมดสมมติทั้งหลาย 
ผู้ปฏิบัติจึงพ้นทุกข์

หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม

Image by ChiemSeherin from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

เพราะเรากลัวตัวเอง


การปฏิบัติให้อยู่ในกายนี้ ... ในใจนี้  
เพราะเรากลัวตัวเอง กลัวอยู่กับตัวเอง 
ก็ต้องเดินออกนอกอยู่ตลอดเวลา 
ซัดส่ายไปตามอารมณ์ภายนอกอยู่ตลอดเวลา
เลยเป็นทาสของสิ่งภายนอกอยู่ร่ำไป 
สิ่งภายนอกขึ้นๆ ลงๆ เราก็ขึ้นๆ ลงๆ 
ตามความเคลื่อนไหวของสิ่งเหล่านั้น
จิตใจของเราก็ไหวกระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา 
ไหวกระเพื่อมจนกระทั่ง
เราถือความวุ่นวายว่าเป็นความปกติ
.
พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ

Image by Sergio-sq from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เลิกสิ่งทั้ง ๒ อย่างนี้ ก็เป็นความสงบ


ในความสงบนั้น 
สุขก็ไม่มี ทุกข์ก็ไม่มี 
แต่มนุษย์เรานั่นแหละจะอดสุขไม่ได้ 
เพราะเห็นว่าความสุขเป็นยอดของชีวิตแล้ว 
แม้พระนิพพานก็ยังมาว่าเป็นความสุขอยู่
เพราะความคุ้นเคย ตามเป็นจริงแล้ว 
เลิกสิ่งทั้ง ๒ อย่างนี้ ก็เป็นความสงบ

หลวงปู่ชา สุภัทโท

Image by jggrz from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ความสงบด้วยปัญญา


เรามักจะเข้าใจกันว่า ความสงบ 
คือต้องไม่มีความคิดอะไรเลย นั่นก็ใช่..
แต่เป็นความสงบเพราะทำสมถะ 
แต่มีความสงบอีกประเภทคือ 
แม้ความคิดจะมีอยู่ คิดเรื่องราวต่างๆ มากมาย 
ไปเรื่องในอดีตบ้าง อนาคตบ้าง 
แต่ใจก็ยังสงบได้ท่ามกลางคลื่นความคิดเหล่านั้น 
เป็นความสงบด้วยปัญญาที่เห็นว่า
สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา 
บังคับไม่ได้ ใจที่เข้าใจความจริงนี้ 
จึงไม่ดิ้นเข้าไปจับไปแบกความคิดเหล่านั้น 
จึงสงบสบายท่ามกลางกระแสความคิดที่เปลี่ยนแปลงนั้น
พระอาจารย์เจษฎา  คุตฺตจิตฺโต

Image by bogitw from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

การเข้าถึงอริยมรรคอริยผล เป็นเรื่องของศีล


...การเข้าถึงอริยมรรคอริยผล มันไม่ใช่เรื่องของสมาธิ 
แต่เป็นเรื่องของศีล ท่านนักเทศน์ทั้งหลายท่านเทศน์ว่า 
ศีลมีหน้าที่รักษา กาย วาจา มันไม่ถูก 
อันนี้พูดเอากันเพียงแต่ว่า ขั้นเจตนา
ศีล แปลว่า ปกติ เมื่อจิตตั้งมั่นมีความเป็นปกติ
ไม่หวั่นไหวต่อบาปและบุญ อันนั้นแหละคือศีล
ในเมื่อมันเข้าไปถึงข้างในจริงๆ แล้ว 
ศีลนี่แหละเป็นตัวการสำคัญที่สุด 
ที่มันจะเป็นมัคคปฏิปทา ตัดทอนกิเลสและบาปกรรม 
สมาธิเป็นแต่เพียงฐานการสร้างพลังจิตให้เข้มแข็ง 
ปัญญาก็ให้รู้เหตุรู้ผล แต่เมื่อรู้เหตุรู้ผล แล้วจิตปล่อยวาง
ก็กลายเป็นปกติจิต
เพราะฉะนั้น ในขั้นที่อริยมรรคอริยผลจะเกิด
จริงๆ นี่ ' ศีล '..ต้องเข้าถึงจิตถึงใจ...
.

ที่มา หนังสือ สะอาด พระราชสังวรญาณ

(หลวงพ่อพุธ  ฐานิโย)

Image by Engin_Akyurt from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ภูมิคุ้มกันจากข้างใน


ความรู้สึกตัว จะเป็นสิ่งที่ช่วยเราได้มากเลย
โดยเฉพาะในยุคสมัยนี้
ในยุคที่มันมีสิ่งต่างๆ ที่รุมเร้าเข้ามามากนะ
ถ้าเราอยู่กับความรู้สึกตัวเป็น
มันคือ ภูมิคุ้มกันให้กับตัวเรานั่นเอง
เหมือนเรามีบ้านที่ป้องกันแดดลมฝนต่างๆ
จิตใจเรานะ ..ถ้าอยู่กับความรู้สึกตัวได้เป็น 
มันคือ ภูมิคุ้มกันจากข้างใน
จะทำให้เรามีความมั่นคงจากภายใน
เพราะฉะนั้น..เป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะเข้าถึงได้
.
พระมหาวรพรต  กิตฺติวโร

Image by emetelev9tv from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

คือ รู้ทันความรู้สึกของตัวเอง


คำว่าดูจิต ดูจิตนั้นแหละ 
คือ รู้ทันความรู้สึกของตัวเอง ...
ดูจิตไม่ได้ดูจิต มันเป็นแค่ภาษาเท่านั้นเอง 
ครูบาอาจารย์ท่านใช้มา 
ในความเป็นจริงที่ท่านสอนไม่ได้ดูตัวจิตหรอก 
ท่านดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับจิต 
เวลาจิตกระทบอารมณ์แล้วมีความรู้สึกเกิดขึ้น 
 ทำไมดูที่ตัวความรู้สึก 
เพราะจิตไม่มีร่องรอยอะไรให้ดูได้เลย
เราดูความเปลี่ยนแปลงของจิตผ่านเจตสิก 
ผ่านสิ่งที่เกิดร่วมกับจิต 
.
หลวงพ่อปราโมทย์  ปาโมชฺโช

Image by jggrz from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา