จนเหลือแต่ธาตุทองแท้


จิตที่เจือด้วยอารมณ์ชั่วก็ต้องไปสู่คติชั่ว 
จิตที่เจอด้วยอารมณ์ดี 
ก็ย่อมไปสู่คติสูง ได้เป็น "เทพ"
ถ้าเป็นจิตวิสุทธิ์ ก็ได้เป็น "อริยะ"
ฉะนั้น จงพากันมองดูจิตของตนเองอย่างเดียว 
อย่าให้มันรั่วไหลออกมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย 
ถ้ามันขุ่นก็จงทำให้มันใส 
พยายามขับไล่อารมณ์ต่างๆ ออกไปให้หมดสิ้น 
จนเหลือแต่ธาตุทองแท้ คือ "จิตวิเวก" หรือ "จิตวิสุทธิ์"
ให้พากันตั้งใจทำ ณ บัดนี้

ท่านพ่อลี ธัมมธโร

Image by -MECO- from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ข้างนอกจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา


ถ้าเราจะไปบังคับข้างนอกให้เป็นดั่งใจตนเอง
ความทุกข์มันก็เกิด เพราะมันเป็นไปไม่ได้
เมื่อไม่เป็นไปดั่งใจเรา ความไม่พอใจมันก็เกิด
จริงไหม มันก็เลยเป็นทุกข์ใจ
ถ้าเรารู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ ก็เลยปล่อยซะ
ข้างนอกจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา
ข้างในเราก็รู้แจ้ง

พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ

Image by Tove85 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

คนที่กำลังเรียนพระไตรปิฎก โดยตรงอย่างถูกต้อง


คนที่ไม่เคยเห็น เคยฟังพระไตรปิฎกเลย  
แต่เคยพิจารณาอย่างละเอียดลออ
ทุกครั้งทุกคราว ที่ความทุกข์เกิดขึ้น
แผดเผาในใจของตน
นี้แหละ  เรียกว่าคนที่กำลังเรียนพระไตรปิฎก
โดยตรงอย่างถูกต้องถ่องแท้
ยิ่งกว่าคนที่กำลังเปิดเล่มพระไตรปิฎก
ในตู้ออกอ่าน แล้วเพียงแต่จำไว้ได้และเข้าใจ

ท่านพุทธทาสภิกขุ

Image by stevepb from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

มันแค่ ตื่นเฉยๆ


สติ คือ ความระลึก รู้ตัวอยู่
การรู้ตัว ไม่ได้หมายความว่า 
เป็นการเอาสติไปไว้ที่ใดที่หนึ่งให้มันหนัก
มันแค่ ตื่นเฉยๆ ตื่นขึ้นมาเฉย ๆ 
จะทำอะไรอยู่ก็ได้ พูดจา หัวเราะ 
คุยกับเพื่อนฝูง ได้ทั้งนั้น
..
เราไม่ได้ไปคุมน่ะ ว่าเราจะไปเลือกแต่ของดี ๆ .. ไม่ใช่
เรารับได้ทั้งดีและชั่ว รับได้หมดเลย 
แต่ให้รู้ว่า มันคืออะไร เท่านั้นเอง
ไม่ได้ไปตำหนิ ว่าอันนั้นดี อันนั้นไม่ดี 
ไม่ติดดี ไม่ติดชั่ว
เสียงนั้นดี เสียงนี้ไม่ดี ฉันไม่ชอบ 
ฉันชอบแต่เสียงที่ฉันต้องการ ก็กลายเป็นกิเลสไป
ถ้าเราฟังสักแต่ว่าฟัง 
เราก็อยู่ตรงนั้น อย่างสบายๆ 
..
ไม่ว่าตรงนั้นดี ตรงนี้ชั่ว 
ตรงนี้ชอบ ตรงนี้ไม่ชอบ 
ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้น
ไม่จำเป็นต้องไปประคับประคอง 
ให้ดีหรือชั่ว
ไม่จำเป็นต้องไปประคับประคอง 
ให้มันเงียบหรือไม่เงียบ 
ไม่ต้องคำนึงถึงตรงนั้น 
ให้คำนึงถึงเฉพาะ  
การรู้ตัวทั่วพร้อมของเราเท่านั้น
นอกนั้นไม่เกี่ยวเลย
..
เพราะสิ่งเหล่านั้น มันเป็นธรรมชาติ
เป็นไตรลักษณ์ของมันเอง อย่างนั้น
เดี๋ยวอารมณ์ดี อารมณ์ชั่ว 
อารมณ์พอใจ อารมณ์ไม่พอใจ 
เกิดๆ ดับๆ ของมันเองอยู่อย่างนั้นเป็นธรรมดา
หากเราไปรังเกียจ ก็กลายเป็น กิเลส ทันทีเลย
..
ถ้าไปรัก ก็ติดอีก ติดดี ติดชั่ว สองตัวนี่แหละ
ซึ่งที่จริง ตามทางเดินแล้ว มันไม่ใช่อย่างนั้น 
รับได้ตลอด ทั้งดีและชั่ว 
เป็นอย่างนั้นตลอด
..
ที่จริงเขาเหล่านั้น ก็ไม่ได้ดี ไม่ได้ชั่วอะไร 
มีแต่ใจของเราตัวเดียวที่ไปเที่ยวบอกว่า
อันนั้นดีอันนั้นชั่ว
จริงๆ แล้ว มันเป็นธรรมหมด 
ตอนนี้มันไม่สงบเลย อันนี้ก็เป็นธรรม 
ตอนนี้สงบจริงๆ มันก็เป็นธรรมอีก
แต่เป็นแต่ธรรมที่เกิดดับไม่เที่ยงแทัแน่นอน
หากเราไม่ติดตรงนี้ ก็เรียกว่าเราไม่ยึด 
เราไม่มีอุปาทานตรงนี้ 
เราก็สบาย อยู่อย่างสบาย ๆ 
...
ลุงหวีด บัวเผื่อน

Image by LN_Photoart from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

สงบอยู่ด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว


ที่มันไม่เคยสงบ
เพราะใจมันถูกลากดึงอยู่
ด้วยความอยาก กับไม่อยากนี่แหละ
อยากก็เที่ยวขวนขวานหานู่นนี่เข้ามา
ไม่อยากก็พยายามผลักดันออก
ใจก็ดิ้นตลอดเวลาหาความสงบไม่ได้
ใจที่รู้เท่าอารมณ์ทั้งหลาย
จนความอยากไม่อยากดับลง
เราจะเข้าใจเลยว่าใจนี้แหละ
สงบอยู่ด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว....

พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

Image by Only-shot from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

หน้าที่ของชีวิตเราที่แท้จริง


จะต้องตั้งเป้าหมายไว้ให้ถูกต้องว่า
หน้าที่ของชีวิตเราที่แท้จริง
อยู่ที่ปฏิบัติให้เข้าถึงความดับทุกข์
แม้เรามีหน้าที่อย่างอื่น
ก็ทำไปตามหน้าที่
แต่ว่า..หน้าที่ของชีวิตจริงๆ
ต้องอยู่ที่การปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์
.
เรามีหน้าที่เป็นสามี เป็นภรรยา
เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นครู เป็นอาจารย์ ฯลฯ
ก็ทำไปตามหน้าที่นั้นๆ
แต่ต้องรู้ว่า...หน้าที่ที่สำคัญของชีวิต
อีกอันหนึ่งก็คือ
การดับทุกข์ให้ตัวเอง
.
เรายังอยู่ในโลก อยู่ในสังคม
ก็จำเป็นต้องทำหน้าที่ทางโลก
ไปตามสมมุติ
จะไปทิ้งหน้าที่อะไรทุกอย่างก็ไม่ได้
นั่นเป็นการปฏิบัติธรรม
เมื่อยังต้องอยู่กับความถูกต้อง
ของโลกก็ต้องทำไป
คือต้องทำไปตามหน้าที่
ของการมีหน้าที่นั้นๆ
.
แต่สิ่งที่เราจะต้องเอาจริงเอาจัง
ต้องสนใจ ต้องเล็งเป้าหมาย ไปให้ถึง..ก็คือ...
การเรียนรู้สภาพธรรมในตัวเอง
โดยการเจริญสติเจริญสมาธิ
ให้รู้แจ้งในตนเอง จึงจะดับทุกข์ได้
ดับทุกข์ได้จากการที่เรา
รู้จัก-รู้แจ้งในตัวเอง และปล่อยวาง
.
การปฏิบัติก็ไม่ใช่ว่าจะสุดวิสัยจนเกินเอื้อม
เพราะว่าสิ่งที่เราจะทำ มันก็อยู่กับตัวเรา
การงานต่างๆ ภายนอก ยังอาจจะไกลกว่าด้วยซ้ำ
แต่การงานภายใน การงานของการปฏิบัติธรรม
เพื่อความพ้นทุกข์นั้นอยู่กับตัวเสมอ
ไปไหนก็ไปกับเราด้วย
นั่งอยู่ตรงไหน เดินอยู่ตรงไหน
เดินอยู่ตรงไหน ยืนอยู่ตรงไหน
ก็มีตัวอยู่อย่างนี้
.
มีกายมีใจ มีตา หู จมูก ลิ้น มีเห็น ได้ยิน รู้กลิ่น รู้รส
มีความตรึกนึก ปรุงแต่ง
ก็ให้ทำหน้าที่ ปฏิบัติตามดูตามรู้สิ่งเหล่านี้
ดูสิ่งเหล่านี้ไปทุกวันทุกเวลา
.
เฝ้าดู เฝ้ารู้ เฝ้าติดตามไป
นี้คือเป้าหมาย คือหน้าที่
ที่เราจะต้องทำในชีวิตที่เกิดมา

พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี

Image by Only-shot from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

เข้มแข็ง แล้ว กลับอ่อนแอ


เข้มแข็ง แล้ว กลับอ่อนแอ
ช่วงชีวิต … แสนสั้น
ดังดอกมณฑาบาน
เพียงหนึ่งวัน…แล้วโรยรา
พบกัน…แสนสั้น
จากกัน…ช่างยาวนาน
ยึดติดอะไรแล้วไม่ทุกข์…ไม่มี
ความสุข…ไม่ใช่สรณะ
ความริษยา…คือกรดกัดกินใจ
ความรัก…เป็นสิ่งเบาในเบื้องต้น
หนักอึ้ง ในท่ามกลาง
เฉยๆ … ในที่สุด
.
“ก่อนฤดูเก็บเกี่ยวมาถึง”

ท่านเขมานันทะ

Image by Duncan_Dao from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

มิได้หมายถึงการห้ามนึกถึงอดีตและอนาคต


การมีสติ หมายถึง การตระหนักถึงทุกสิ่งที่เราทำอยู่ตลอดเวลา สติ คือ ความระลึกได้ นึกได้ ความไม่เผลอ การคุมใจไว้กับกิจหรือคุมจิตไว้กับสิ่งที่เกี่ยวข้อง การมีสติทำให้เราตื่นตัว ตระหนักถึงความคิด การกระทำและสิ่งที่อยู่รอบตัวเราทุกขณะจิต
.
บางครั้งเรียกการมีสตินี้ว่า "อยู่กับปัจจุบัน" จนเกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นคำสอนที่ไม่ให้คำนึงถึงอดีตและอนาคต
.
ศิษย์หลายคนจึงสงสัยว่าแล้วจะประกอบธุรกิจหรืออาชีพกันอย่างไร เพราะต้องตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอยู่เสมอ
.
ท่านอาจารย์ติช นัท ฮันห์ บอกว่าการอยู่กับปัจจุบันนั้นมิได้นั้นมิได้หมายถึงการห้ามนึกถึงอดีตและอนาคต
.
การอยู่กับปัจจุบันหมายถึงการนึกถึงอดีตและอนาคตอย่างมีสติ ตราบใดที่มีสติ การคำนึงถึงอนาคตก็จะเป็นไปอย่างรอบคอบ อย่างไม่เผอเรอ 
.
ส่วนการมีสติกับอดีตนั้นก็จะทำให้ไม่จมปลักอยู่กับความคิดหรือความรู้สึกจนวนเวียนติดอยู่กับอดีต แต่พิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วอย่างมีสติ และเลือกเอามาเป็นบทเรียน
.
จากคอลัมน์ สารบำรุงสมอง เรื่อง ธรรมะกับท่าน ว.วชิรเมธี 

โดย รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ 
นิตยสารออล vol.16 issue 12 April 2022

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

ใจนั้นเป็นตัวของตัวเอง


...ถ้าใจโง่นั้นน่ะ 
ไม่เป็นตัวของตัวเอง 
ก็ไปหาอาศัยรูปนั้น เสียงนั้น กลิ่นนั้น รสนั้น
สัมผัสนั้น ธรรมารมณ์นั้น 
เมื่อสิ่งเหล่านั้นพังทลายไปดับไป ก็เสียใจ 
เพราะอะไร ก็เพราะใจมันโง่ 
.ถ้าใจมันฉลาดแล้วมันจะเป็นตัวของตัวเอง 
อะไรจะเกิดก็รู้ อะไรจะดับก็รู้ 
ไม่ได้หวั่นไหวกับสิ่งใดที่เกิดสิ่งใดที่ดับเลย 
นั่นแหละเรียกว่าใจนั้นเป็นตัวของตัวเอง 

หลวงพ่อสมคิด อจโล

.Image by mohamed_hassan from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

คุณมีสิทธิ์ที่จะไม่มีความคิดเห็น


คุณมีสิทธิ์ที่จะไม่มีความคิดเห็น
เกี่ยวกับสรรพสิ่งต่างๆ 
พร้อมรักษาจิตใจอันสงบสุขของตัวเองไว้ 
และสรรพสิ่งทั้งหลายก็ไม่ได้ต้องการ
ความคิดเห็นของคุณเลย

มาร์คุส ออเรลิอุส 
จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันระหว่าง ค.ศ.161 ถึง ค.ศ.169

จากหนังสือ Stop Reading the News
 โดย Rolf Dobelli แปลโดย พรเลิศ อิฐฐ์

Image by VladMamai from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา