ย่อมไม่หลุดพ้น ไปได้จากทุกข์


ภิกษุทั้งหลาย !
ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ใน รูป
ผู้นั้น เท่ากับ เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ใน เวทนา
ผู้นั้น เท่ากับ เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ใน สัญญา
ผู้นั้น เท่ากับ เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ใน สังขารทั้งหลาย
ผู้นั้น เท่ากับ เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ใน วิญญาณ
ผู้นั้น เท่ากับ เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์
เรากล่าวว่า “ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์
ผู้นั้น ย่อมไม่หลุดพ้น ไปได้จากทุกข์” ดังนี้.

ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๙/๖๔

Image by FelixMittermeier from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

สติมีอยู่แล้ว เพียงแต่ระลึกขึ้น


"อย่าอยากให้มีสติ
หรือตั้งใจสร้างสติ"
..สติมีอยู่แล้ว เพียงแต่ระลึกขึ้น 
ก็จะรู้ตัวโดยอัตโนมัติ..
..เมื่อสติแนบกับการรู้สึกตัวทั่วพร้อม
ไปตามกริยาอาการต่างๆ ของกาย
ในกิจวัตรประจำวัน
ก็จะเห็นการเคลื่อนไหวของกาย
และเห็นความรู้สึกนึกคิด
..ที่เป็นไปแบบธรรมชาติชัดขึ้น..

อาจารย์ปู่ เอกธาตุ

Image by Ri_Ya from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ชีวิตที่ดีงามที่ประเสริฐ


ถ้าเรารู้จักเป็นอิสระเหนือโลก
ยิ่งดีเข้าไปใหญ่  อย่างที่
เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
 ท่านสรุปด้วยคำสั้นๆ ว่า
 “อยู่ใน ใจเหนือ เกื้อโลก” 
อยู่ในโลก แต่ว่าใจนี่อยู่เหนือโลก 
แล้วก็เกื้อโลกไปด้วย
ถ้าตัวอยู่ในโลก
แล้วก็ไหลไปตามกระแสโลก
นี่มันก็มีแต่ทุกข์ 
แต่ถ้าหากว่าใจอยู่เหนือโลก
ไม่ไหลไปตามกระแสโลก 
แล้วเกื้อกูลโลกด้วย
อันนี้ถึงจะเป็นชีวิตที่ดีงามที่ประเสริฐ

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

Image by merlinlightpainting from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

การพยายามหยุดความคิดย่อมฝืนธรรมชาติ


ธรรมชาติของจิตคือการคิด
การพยายามหยุดความคิดย่อมฝืนธรรมชาติ
เป้าหมายของเราจึงไม่ใช่การหยุดคิด
แต่คือการหยุดเข้าใจว่าความคิดนั้นคือเรา คือของเรา
ท่านหวู ชิน

The inherent nature of mind is
To process thought.
To attempt the cessation of thought
Goes against what is natural.
The goal, therefore, is not
The cessation of thought.
The goal is cessation of
Identification with thought.
-Wu Hsin-

Image by Erik_Karits from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

กลางเพื่อเห็นทุกสิ่งตามที่เป็นจริงๆ


อย่าไปมองในแง่ร้าย
อย่าไปมองในแง่ดี
ให้มองให้ตรงความจริง
มองในแง่ร้าย ก็เพราะอคติ
มองแง่ดี ก็เพราะฉันทาคติ
เป็นการมองเพราะเอาตนเป็นที่ตั้ง
รู้เท่าทันทั้งดีทั้งร้าย ใจจึงเป็นกลาง
กลางเพื่อเห็นทุกสิ่งตามที่เป็นจริงๆ

พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

Image by CDD20 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ต้องการให้เห็นความจริงอย่างนี้


การปฏิบัติธรรมเจริญวิปัสสนา  
ท่านให้รู้ถึงธรรมชาติที่มีอยู่จริงๆ 
เช่น เห็น ได้ยิน รู้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส คิดนึก
ว่าสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่สัตว์บุคคล ตัวตนเราเขา  
เพื่อให้รู้ว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงธรรมชาติ 
.
ธรรมชาติก็หมายถึงว่า ปฏิเสธความเป็นสัตว์เป็นบุคคล
การเห็นมันเป็นเพียงธรรมชาติชนิดหนึ่ง ไม่ใช่เราเห็น 
ไม่ใช่คนเห็น  แต่ปุถุชนจะหลงยึดว่าเป็นเรา 
ได้ยินก็ว่าเราได้ยิน แต่ที่จริงมันเป็นธรรมชาติชนิดหนึ่ง
ที่เกิดขึ้น  ทำหน้าที่ได้ยินแล้วก็ดับลงไป
.
 รู้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส คิดนึกนี้ คือ ธรรมชาติ
แต่ละชนิด แต่ละอย่าง ที่มันปรากฏเกิดขึ้นและดับไป 
ปฏิบัติธรรมก็เพื่อจะให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้คือธรรมชาติ 
ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ไม่ใช่ตัวตนของเรา
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและดับไปตามธรรมดา
จะเรียกว่าเป็นสิ่งต่างๆ หรือธรรมชาติที่มันมี 
มันเป็นโดยอิงอาศัยกัน เพราะมีสิ่งนี้ จึงเกิดสิ่งนี้ 
เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ ไม่ใช่เป็นตัวตน
แห่งความเป็นของเรา ต้องการให้เห็นความจริงอย่างนี้
.
พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี

Image by CDD20 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

มฤตยูย่อมฉุดคร่า


มฤตยูย่อมฉุดคร่าผู้มีใจติดข้องอยู่ในอารมณ์ต่าง ๆ
ผู้มัวหลงเพลินเก็บดอกไม้แห่งมาร
เหมือนกระแสน้ำที่พัดพาเอาชาวบ้านที่มัวหลับใหลไป ( # ๔๘)
มฤตยูย่อมทำคนที่มีใจติดข้องอยู่ในอารมณ์ต่าง ๆ
ผู้มัวแต่เพลินเก็บดอกไม้แห่งมารอยู่
ผู้ไม่รู้อิ่มในกามทั้งหลาย
ให้ตกอยู่ในอำนาจ ( # ๔๙) 

หนังสือธรรมบาท

Image by Printeboek from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ต้องหมั่นสังเกตดูจิตตัวเอง


ในแต่ละวันเราเผลอ หรือ เรารู้สึกตัวมากกว่ากัน
ถ้ามันเผลอมากกว่า แปลว่าโมหะมันครอบงำ
มันก็จะพาเราไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานได้โดยง่าย
หรืออยู่ด้วยความโกรธอยู่บ่อยๆ 
ก็แปลว่ามันจะพาเราไปลงนรกได้ง่ายๆ 
หรือถ้าจิตเรามันโลภโมโทสันอยู่เรื่อย
ก็แปลว่ามันจะพาเราไปเป็นเปรตเป็นอสุรกายได้ง่ายๆ
เพราะฉะนั้นต้องหมั่นสังเกตดูจิตตัวเองอย่างนี้ 
ก็ให้รู้ทันเดี๋ยวนั้น 
อย่าไปห้ามนะ เพราะเราห้ามมันไม่ได้ 
กำลังโลภอยู่ก็ให้รู้ทัน 
กำลังโกรธอยู่ก็ให้รู้ทัน
กำลังหลงอยู่ก็ให้รู้ทัน
ก็ให้รู้ว่ามันไม่รู้สึกตัวอยู่แค่นั้น
แล้วกลับมารู้สึกตัว
มันจะได้มาก ได้น้อยช่างมัน
จะรู้มากรู้น้อย....ไม่เป็นไร

พระอาจารย์มหาวิเชียร ชินวังโส 

Image by jplenio from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

พระพุทธศาสนาสอนให้ ทิ้ง


คนสามัญนั้น...
สิ่งที่ชอบใจ  ก็รับเอา   
สิ่งที่ไม่ชอบใจ ไม่พอใจ  ก็โกรธ
แต่ก็รับเอา  รับเอาความโกรธ
สิ่งที่ชอบใจ รับเอา  
ด้วยความสมัครใจ  ความพอใจ
สิ่งที่ไม่ชอบใจ รับเอา
ด้วยความโกรธ  รับเอา ทั้งสองอย่าง
ไม่ยอมทิ้ง...ทุกอย่าง
ส่วนพระพุทธเจ้า ทรงรับเสมอภาค
ทรงรับ  แล้วทิ้งเลย
คือในพระทัยของพระองค์  ไม่มีเสียแล้ว
ไม่ทราบจะเอาไปไว้ที่ไหน  ไม่มี ที่เก็บไว้
เหตุนั้น...
ให้ยกบูชาพระพุทธเจ้า ให้หมดทุกสิ่ง ทุกอย่าง
แล้วเรา...
ก็ไม่ต้องเอาอะไร  คราวนี้
ทิ้ง...ได้แล้ว ของเอา คือ...
ของว่าง...ของสงบ...ของเยือกเย็น นั่นแหละ
เป็นของตอบแทน
ถ้าเราทิ้งได้  มันก็ได้ตรงนี้  พูดง่ายๆ ว่า...
พระพุทธศาสนาสอนให้ ทิ้ง...
ทิ้งแล้ว...จึงได้  
ถ้าไม่ทิ้ง  เรา...ก็ไม่ได้

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
Cr.เพจ วัดพระธาตุขุนบง

Image by Grey85 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

พลังที่เราทั้งหลายควรเจริญขึ้นมา


ใครชอบใจเรื่องพลังละก็
เฉลียวใจกันบ้างนะว่า
พระพุทธเจ้ากล่าวถึงพลังอะไรที่ควรเจริญ
อย่าง “พละ ๕” เคยได้ยินใช่มั้ย
ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
นั่นแหละพลังที่เราทั้งหลายควรเจริญขึ้นมา
เพราะพลังเหล่านี้
คือพลังที่ทำให้จิตใจเราเองเป็นพระแท้ๆ ขึ้นมา

อ.สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา

Image by 0fjd125gk87 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา