สัพพัญญู ไม่ได้แปลว่า “รู้ทุกเรื่อง”


“สัพพัญญู” เป็น “ผู้รู้แจ้ง” นะ
สัพพัญญู ไม่ได้แปลว่า “รู้ทุกเรื่อง”
เรื่องไม่เป็นประโยชน์.. ท่านก็ไม่รู้
บางเรื่องรู้แล้วมันทุกข์.. อย่ารู้เสียดีกว่า

หลวงปู่หา  สุภโร

Photo by James Lee on Unsplash

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ถ้าเรามองชีวิตนี้เหมือนเราดูภาพยนตร์


ถ้าเรามองชีวิตนี้เป็นของเรา
เวลามันสุข เราก็สุข เพลินไปด้วย
เวลามันทุกข์ เราก็ตรม ทุกข์ไปด้วย
ถ้าเรามองชีวิตนี้เหมือนเราดูภาพยนตร์
มองเหมือนคนวงนอก
สุขทุกข์ ก็รู้ว่ามันเป็นอย่างนั้น
แต่ไม่มีเราเข้าไปสุข ไปทุกข์ด้วย
เมื่อไม่ต้องไปแบกไปเป็น
จึงมีแต่ความปลอดโปร่งโล่งใจ
จึงเรียกว่า สุขแท้
สุขเพราะไม่ต้องแบกอะไรมากมาย

พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

Image by ID 7089643 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

พระพุทธศาสนาอยู่ได้ด้วยเปลือก กระพี้และแก่น


เปลือกของศาสนา คือ ทาน ศีล และศาสนพิธีต่างๆ 
ถ้าทำถูกต้องแล้วจะกลายเป็นกระพี้ 
คือทำจิตให้เบิกบาน ยิ้มแย้มแจ่มใส จนเกิดปีติอิ่มใจ 
ทาน ศีล นั้นจะเข้ามาภายในใจ
หล่อเลี้ยงน้ำใจให้แช่มชื่นอยู่เป็นนิจ 
นี่ได้ชื่อว่า ทำเปลือกให้เป็นกระพี้
.
เมื่อพิจารณาไปถึงความอิ่ม
และความแช่มชื่นเบิกบานของใจ 
ก็เห็นเป็นแต่ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากปัจจัย 
คือความพอใจเป็นเหตุ เมื่อความพอใจหายไป 
สิ่งเหล่านั้นดับไปเป็นของไม่เที่ยงเป็นธรรมดา 
เราจะยึดเอาไว้เป็นของตัวตนไม่ได้ 
เป็นอนัตตาไม่มีใครเป็นใหญ่เป็นอิสระ 
แล้วก็ปล่อยว่างเห็นเป็นสภาพตามความเป็นจริง 
เมื่อพิจารณาถูกอย่างนี้ได้ชื่อว่า 
ทำกระพี้ให้เป็นแก่นสาร 
พระพุทธศาสนาอยู่ได้ด้วยเปลือก กระพี้และแก่นอย่างนี้
.
ถ้ามีแต่แก่นอย่างเดียว หากเป็นต้นไม้ 
ก็เรียกว่าต้นไม้ตายย่อมอยู่ไม่ได้นาน
ถ้ามีแต่กระพี้ หากเป็นต้นไม้ 
ก็เรียกว่าต้นไม้หาสาระไม่ได้ 
นอกจากจะทำเป็นฟืนเท่านั้น

ถ้ามีเปลือกอย่างเดียว 
หากเป็นต้นไม้ เช่น ต้นมะละกอ 
พลันที่จะหักเร็วที่สุดเมื่อลมพายุพัดมา
พระพุทธศาสนาวัฒนาถาวรได้นานปานนี้
ก็ด้วยมีทั้งเปลือก กระพี้และแก่น ครบบริบูรณ์

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

Image by Mirkowa73 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา







 

พรอันใดที่มีค่าสูงสุด ไม่ใช่มาจากปากผู้อื่น


พรอันใดที่มีค่าสูงสุด 
ไม่ใช่มาจากปากผู้อื่น
แต่มาจากใจ ที่หลุดพ้น 
ชีวีตที่อิสระ จากรูปนามกายจิตแล้ว 
จึงไม่ต้องการพรใดๆ 
จึงเหนือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พ้นจากเสื่อมเจริญ
เหนือความมงคล และอัปมงคล
ขอให้ญาติโยมทั้งหลายพึงเห็นในชาตินี้ 
ขณะนี้ จนข้ามพ้นขอบข่ายของเวลา เทอญ

พระอาจารย์ปกรณ์นันทน์ ฐิตธัมโม

Image by _Vane_ from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ทำให้เป็นปีใหม่อย่างแท้จริง


คำว่าพรแปลว่าสิ่งประเสริฐ 
สิ่งประเสริฐหรือสิริมงคลในพุทธศาสนา 
ไม่ใช่วัตถุสิ่งของ แต่คือธรรมะในจิตใจ 
ธรรมะในจิตใจไม่มีใครที่จะให้แก่เราได้ 
มีแต่เราต้องทำขึ้นมาเอง 
แต่ถ้าเราสามารถสร้างหรือทำขึ้นมาได้ 
สิ่งเหล่านี้จะเป็นของขวัญอันประเสริฐที่สุด 
อยากให้เรามอบของขวัญอันประเสริฐนี้แก่ตัวเราเอง 
ไม่ต้องรอให้คนอื่นมาให้ 
ไม่ต้องรอพรจากพระสงฆ์องคเจ้า 
เราสามารถมอบของขวัญให้ตัวเอง 
สร้างสิ่งประเสริฐคือพรให้แก่ตัวเอง 
แล้วเราจะได้ชีวิตใหม่ 
ทำให้เป็นปีใหม่อย่างแท้จริง

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ปีใหม่นี้ ถ้าอยากมีความสุขทางใจทุกๆ วัน


ปีใหม่นี้ 
ถ้าอยากมีความสุขทางใจทุกๆ วัน 
จงอย่าหวังสิ่งต่อไปนี้
๑. ความเอาอกเอาใจจากผู้อื่น
๒. ความสำนึกในบุญคุณความดี
จากผู้ที่เราได้เคยช่วยเหลือแก่เขา
๓. คำสรรเสริญเยินยอยกย่องชื่นชม
๔. ความอยากที่จะให้คนนั้นคนนี้
เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ อย่างใจเรา
เพราะจิตสันดานคนเราไม่เหมือนกัน 
เขาเป็นไปตามสันดานของเขา 
                      มิใช่ตามที่เราอยากให้เป็น                       

อ.วศิน อินทสระ

Image by _Vane_ from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

พรก็จะเข้าสู่จิตใจ ของพวกเราตลอดไป


ถ้าพวกเรา คิดดี พูดดี ทำดี
ในตัวของเราเองแล้ว
พวกเราก็เหมือนกับว่า
รับพรอยู่ตลอดเวลา
ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน หลับ ตื่น
พรก็จะเข้าสู่จิตใจ
ของพวกเราตลอดไป

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก

Image by Kollsd from pixabay

ให้พรตัวเองในปีใหม่และตลอดไปนะคะ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ยังเป็นคนเกียจคร้านอยู่


จะนั่งนานๆ เดินจงกรมนานๆ
นั่นก็ชื่อว่า ยังเป็นคนเกียจคร้านอยู่
ถ้ายังไม่รู้จักสละอารมณ์ที่มันเกิดขึ้น
ออกจากจิตจากใจ

หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ

Image by CDD20 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เพียง “แค่มอง” สิ่งที่กำลังเป็นไปในจิต


กุญแจสำคัญ หรือวิธีปฏิบัติของพุทธศาสนา 
อยู่ที่การเรียนรู้ที่จะอยู่กับ
การรู้ตามความคิด ความรู้สึก 
และการรับรู้ต่างๆ ตามที่ปรากฏ... 
การตามรู้เฉยๆ นี้เรียกว่า “การเจริญสติ” 
ซึ่งในทางกลับกันก็เป็นเพียงการอยู่กับ
ความกระจ่างใสตามธรรมชาติของจิต... 
ถ้าข้าพเจ้ารู้ตามความคิด การรับรู้ 
และสัมผัสที่เป็นนิสัย 
โดยไม่ถูกลากไปกับมัน 
พลังของมันที่เคยอยู่เหนือข้าพเจ้า
ก็จะเริ่มอ่อนแรงไป 
ข้าพเจ้าก็แค่รับรู้การมาและการไป 
ไม่มีอะไรมากไปกว่าการทำงานตามธรรมชาติของจิต 
เพียง “แค่มอง” สิ่งที่กำลังเป็นไปในจิต 
ก็สามารถเปลี่ยนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงนั้นได้แล้ว

ท่านมิงจูร์ รินโปเช
จากหนังสือ “ชีวิตที่เบิกบาน” 

ที่มา : เพจ Tergar Thai
Image by kytalpa from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

โง่ขนาดไหนพวกเรานี่



ดีก็ติด ชั่วก็ติด
ปรุงอยู่ตลอดเวลา
ส่วนมากติดแต่เรื่องชั่วทั้งนั้นแหละ
รักก็รัก ชังก็ชัง เคยรักเคยชังมาแล้ว...
ทำไม่จึงไม่ชินไม่ชา
ไม่รู้กลอุบายของกิเลสที่หลอกอยู่ตลอดเวลา
มันก็เอาเรื่องเก่านั่นแหละมาหลอก
ไม่ใช่เอาเรื่องใหม่มาหลอกนี่นา
พอจะได้หลงกลของมันว่าไม่ทัน
เพราะเป็นกลใหม่
อันนี้มีแต่กลเก่าทั้งนั้น
กลจากรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสต่างๆ
มีแต่เรื่องของเก่า กลเก่า
ปรุงอันเก่าขึ้นมาหลอกอยู่อย่างนั้น
โง่ขนาดไหนพวกเรานี่...

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

Image by CDD20 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา