ดูจิตนั้นแหละ คือ รู้ทันความรู้สึกของตัวเอง


คำว่าดูจิต ดูจิตนั้นแหละ 
คือ รู้ทันความรู้สึกของตัวเอง ...
ดูจิตไม่ได้ดูจิต 
มันเป็นแค่ภาษาเท่านั้นเอง 
ครูบาอาจารย์ท่านใช้มา 
ในความเป็นจริงที่ท่านสอน
ไม่ได้ดูตัวจิตหรอก 
ท่านดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับจิต 
เวลาจิตกระทบอารมณ์แล้วมีความรู้สึกเกิดขึ้น 
ทำไมดูที่ตัวความรู้สึก 
เพราะจิตไม่มีร่องรอยอะไรให้ดูได้เลย
เราดูความเปลี่ยนแปลงของจิตผ่านเจตสิก 
ผ่านสิ่งที่เกิดร่วมกับจิต

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

Image by theglassdesk from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ตั้งสติขึ้นมาดูแขก


ถ้าเราคลุกไปกับอารมณ์
จนกลายเป็นอันเดียวกันแล้ว
ก็ต้องพยายาม ตั้งสติขึ้นมาดูแขก
แขก ก็คืออารมณ์หรือเรื่องราวในจิตเรา
สติตรวจดู มีแขกมั้ย ?
มีแขกมั้ย ดู.. ดู.. ดู...
...
"ไอ้ตัวดู" ก็กลายเป็น "จิต" ไป
มันก็จะ แ ย ก ออกมาจาก แขก ได้
...
ถ้าฝึกไปเรื่อยๆ จะมีประโยชน์มาก
เราจะพัฒนา สามารถละหรือปล่อยวาง
อารมณ์ทั้งหลายได้
ไม่เอาเรื่องราวความทุกข์ต่างๆ  
มาบีบคั้นจิตใจตัวเอง

พระอาจารย์ครรชิต สุทธิจิตโต

Image by Myriams-Fotos from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เราจะเห็นว่าเรามีทุกๆ สิ่งอยู่แล้ว


ตามหลักพุทธศาสนา 
ผู้คนล้วนบริสุทธ์มาแต่แรกเดิม 
ทว่าเราได้ถูกทำให้ตกอยู่ในสภาวะ
อันนำไปสู่ความหลง 
อย่างไรก็ตาม ในทันทีที่เรา
ทำให้ตนเองเป็นอิสระ
จากความยึดติดและความนึกคิด 
เราก็สามารถที่จะกลับมาสู่ความบริสุทธิ์
และความดีงามซึ่งเป็นสภาวะ
ของความอิสระหลุดพ้นโดยสมบูรณ์อีกครั้ง
.
ดังนั้นการปฎิบัติในพุทธศาสนา
ไม่ใช่กระบวนการที่จะได้บางสิ่งบางอย่างมา 
และไม่ใช่การที่จะกลายเป็นบางสิ่งบางอย่าง 
แต่มันคือกระบวนการแห่งการทำใจของตนเองให้ว่าง 
และการคืนสู่สภาวะเดิมแท้ของความบริสุทธิ์ 
ทันทีที่เราทำใจของเราให้ว่าง
เราจะเห็นว่าเรามีทุกๆ สิ่งอยู่แล้ว 
หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ 
เพราะเราเป็นผู้เดินตามมรรคา 
ดังนั้นเองเราจึงคืนสู่ความบริสุทธิ์เดิมแท้ของจิต
.
พระอาจารย์พอบจอง (พ.ศ. ๒๔๗๔-๒๕๕๓) 
แห่งพุทธศาสนานิกายซอน (เซ็น) ในเกาหลี 
เพจ Zen Smile Zen Wisdom

Image by Myriams-Fotos from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

ไม่ใช่ทำใจให้นิ่งๆ

ทุกความรู้สึกที่มันแสดงออกมา
มันสอนธรรมะอันเดียวกัน
คือมันเป็นของมาแล้วไป
เกิดแล้วดับ บังคับไม่ได้ทั้งสิ้น
ธรรมะมันอยู่ตรงนี้
ไม่ใช่ทำใจให้นิ่งๆ

อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ

Image by photo-graphe from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

การรู้ทันและแก้ไข คือตัวปัญญา


กรรมมาจากยึด
ยึดมาจากอยาก
อยากมาจากเพลิน
เพลินมาจากเผลอ
เราระวังความเพลินความเผลอ
ก็ไม่ไปสร้างกรรม
เราห้ามไม่ได้ แต่ให้รู้ทัน
ยุงไปห้ามไม่ให้มันมาเกาะไม่ได้
เรารู้ทัน ก็ป้องกัน
ขโมยตามหมู่บ้านต่างๆ
เราห้ามไม่ได้ แต่รู้ทันได้
โรคภัยไข้เจ็บ เราห้ามไม่ได้
แต่เรารู้ทัน แก้ไขป้องกันมันก็ไม่เกิด
ความคิดและอารมณ์ต่างๆ
ห้ามไม่ได้ แต่รู้ทันและแก้ไขได้
ความเจ็บปวดของร่างกาย
ขณะที่เรายืน เดิน นั่ง นอน ห้ามไมได้
แต่เรารู้ทันและแก้ไขได้
การรู้ทันและแก้ไข คือตัวปัญญา
คนจะล่วงทุกข์ได้ด้วยปัญญา
ถึงที่สุดได้ด้วยความเพียร

หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท
 
Image by photo-graphe from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ถ้าเธอไม่ตระหนักเห็นความคิด


ถ้าเธอไม่ตระหนักเห็นความคิด
ในทันทีที่มันเกิดขึ้น
มันย่อมจะยืดยาวออกไป
นี่เรียกว่า "ห่วงโซ่แห่งความหลง"
คือเหตุแห่งสังสาร
เพียงการตระหนักเห็นในขณะที่มันเกิดขึ้น
จะหยุดการไหลเนื่องของมัน
จงละวางความคิดทั้งหลาย
ไว้ในการตระหนักรู้นี้

ท่านดุดจม รินโปเช

Image by ignartonosbg from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เพราะปัญญาเข้มแข็ง


การรักษาความแข็งกร้าวไว้เป็นเกราะ
เพราะปัญญาอ่อนแอ
การรักษาความอ่อนโยนไว้ได้
เพราะปัญญาเข้มแข็ง

พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส

Image by jplenio from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ถ้ามันหมดตัวเรา


เมื่อมีเรา ก็มีของเรามาหมายมั่น 
เหมือนกันกับฝาผนัง 
ถ้าไม่มีหัวตะปูแล้วห้อยเสื้อไม่ได้ 
ห้อยกางเกงไม่ได้ ไม่มีที่เกาะฉันใด 
ถ้าภาวนาถึงที่แล้วมันก็ “ไม่ใช่เรา” 
“ไม่ใช่ของเรา” เป็นต้น 
พระอรหันต์ท่านจึงหลุดพ้นจาก “เรา” 
หลุดพ้นจาก “เขา” 
อาสวะทั้งหลายไม่มีที่เกาะ 
อาสวะทั้งหลายไม่มีที่แอบอิง ไม่มีที่พึ่ง 
ถ้ามันหมดตัวเรา 

หลวงปู่ชา สุภัทโท

Image by susan-lu4esm from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

พบความจริง


พบความมิใช่เรา นี่คือการพบความจริง
อยู่กับความมิใช่เรา นี่คือการอยู่กับความจริง

อิโตมิ จัง

Image by Dragon77 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

คนส่วนมาก คิดเรื่องอนาคต


คนส่วนมาก คิดเรื่องอนาคต
วางแผนมากมาย
แต่อนาคต ที่เขาวางแผนไว้
คือ เวลาไม่กี่ปี ของชีวิตนี้
เรายังมีหนทางอีกยาวไกล
ที่ต้องไป ในอีกหลายภพภูมิ ข้างหน้า
ความตาย เป็นเพียง ธรณีประตู
ที่เราต้องข้าม ตามลำพัง
เราอาจได้รับการช่วยเหลือ
โดย ศรัทธา ที่เรามีต่อครูบาอาจารย์
และ พระรัตนตรัย
และ โดย ความเชื่อมั่น ในการปฏิบัติ
ญาติ เพื่อน อำนาจ ความมั่งคั่ง 
และ อะไรก็ตาม ที่เรามี ที่เราพึ่งพาจนชิน
จะไม่มีเลย เมื่อตาย

ตุลกู ดิลโก รินโปเช
---------------------
Most people, thinking of the future, make a lot of plans — but the future they plan for is only the very few years of this life. This is very shortsighted; we have such a long way to go in lives to come. Death is just the threshold, which we have to cross alone, aided only by our faith in the teacher and the Three Jewels and by our confidence in the practice. Relatives, friends, power, wealth, and whatever else we have become so used to relying on will simply no longer be there.

~ Dilgo Khyentse Rinpoche

Image by Dieterich01 from pixabay

เพจ มหายานธิเบต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา