มรรคผลนิพพานก็ไม่ต้องเอา


ครั้งหนึ่งมีผู้ไปกราบเรียนถามหลวงปู่สิมว่า 
"ภาวนาจิตสงบแล้ว ต่อไปจะอย่างไร?"
หลวงปู่ตอบว่า:
"ภาวนาไม่เป็นนี่ เราสอนให้ภาวนาละกิเลส 
แต่นี่ภาวนาเอากิเลส"
ฟังแล้วก็งง หลวงปู่สิมก็เลยอธิบายต่อว่า
.
“เห็นในปัจจุบันเป็นหนึ่งเดียว 
มีสติเห็นตามความเป็นจริงเท่าที่เห็น 
มีปัญญาเลิกละความยึดมั่นถือมั่น 
จิตก็หยุดไม่สงสัย 
เป็นการเห็นเพื่อการเลิกละทั้งหมด 
เป็นการรู้เพื่อการเลิกละทั้งหมด”
.
“การภาวนานั้นไม่ได้เอา 
เป็นการละกิเลส 
อะไรๆ ที่จิตมันชอบไม่ชอบ 
บังเกิดขึ้น บ่ต้องไปเอา 
มรรคผลนิพพานก็ไม่ต้องเอา”
.
หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

Image by Lancier from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ปลดปล่อย เ ร า ออกไปเสีย


จะสร้างพระให้ใหญ่โตแค่ไหน
อานิสงส์ยังไม่เท่ากับสร้างใจให้ใหญ่
ใหญ่เท่าใจเดิมๆ ทุกวันนี้ใจมันคับแคบ
อยู่กับการเป็น เ ร า 
ปลดปล่อย เ ร า ออกไปเสีย
จึงพบกับใจเดิม.....

พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

Photo by Jonathan Borba on Unsplash

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ไม่รู้ว่ามันเป็นแค่แขก


จริงๆ แล้วอารมณ์ทั้งหลายที่มันเกิดขึ้น
มันต้องเกิดดับ มาแล้วต้องไปทันที
นี่เรียกว่า ความจริงมันเป็นอย่างนี้
แต่อำนาจอุปาทานหรือความหลง
ยึดอารมณ์ทั้งหลายว่าเป็นเรา เป็นของเรา
ไม่รู้ว่ามันเป็นแค่แขก
เป็นอาคันตุกะ เป็นเจตสิก 
มาอาศัยจิตเกิด อาศัยจิตดับ
เกิดพร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต
เราก็เลยไม่ปล่อย... ไม่วาง...

พระอาจารย์ครรชิต สุทธิจิตโต

Image by shapkasushami from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

เมื่อเราเข้าไปอยู่ในปีติ เราจึงไม่เห็นปีติ


‘ปีติ’ นั้นก็เป็นความมืด เรียกว่า ‘มืดสีขาว’
ปีติเกิด เนื่องจากเราเกิดความพอใจ-
ความภูมิใจว่าเราทำได้
‘มืดสีขาวนี้น่ากลัว เพราะมองเห็นยาก’
ส่วน‘มืดสีดำ’นั้น มองเห็นได้เร็ว...
การที่เราเข้าไปอยู่ในปีติ
ก็เท่ากับเราเข้าไปอยู่ในความคิดนั่นเอง
เราคิดขึ้นมา เราเข้าไปอยู่ในความคิด
เราจึงมองไม่เห็นความคิด
ดังนั้นเมื่อเราเข้าไปอยู่ในปีติ เราจึงไม่เห็นปีติ
แล้วก็พอใจอยู่ในปีตินั้นเท่านั้น...

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Image by Free-Photos from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ไม่ควรคิดว่า จะ "รู้" ได้ตลอดเวลา


สติสมาธิและปัญญา
ก็ตกอยู่ใต้กฎเกณฑ์ของไตรลักษณ์
คืออนิจจัง (ไม่เที่ยง)
ทุกขัง (ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้)
อนัตตา (บังคับบัญชาไม่ได้) เหมือนกัน
ฉะนั้นจึงไม่ควรคิดว่า
จะ "รู้" ได้ตลอดเวลา

พระอาจารย์มหาวิเชียร ชินวังโส

Image by Peggy_Marco from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

ที่พึ่งคือความว่างของใจ


เราควรตรวจดูใจของตัวเองอยู่เสมอว่า
ใจเรายังไปหาอ้อนวอนร้องขอ
เอาสิ่งอื่นเข้ามาเป็นที่พึ่งอาศัยอยู่หรือไม่ 
ถ้าหากว่าใจเรายังไปหาที่พึ่งอื่นอยู่อีก
ก็เชื่อได้เลยว่าใจเรายังเข้าไม่ถึงรัตนตรัยทั้ง 3 ได้เลย
ถ้าหากว่าบุคคลใดใจเข้าถึงพระรัตนตรัยได้แล้ว 
จะไม่ยอมเชื่อสิ่งอื่นอีกเลยแม้แต่นิดเดียว
จะวางเฉยไว้ทั้งหมดไม่ยอมยึด 
มีแต่ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงพระรัตนตรัย
เท่านั้นแหละจะมาพากันแสวงหาที่พึ่ง 
ที่พึ่งคือความว่างของใจ
ที่ไม่ไปเกาะยึดนั่นแหละดีที่สุด 
จุดจบมันอยู่ตรงนี้เอง

หลวงปู่คูณ สิริจันโท

Image by Peggy_Marco from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

การเห็นแต่ไม่ดีของตัวเอง เป็นทางเจริญ


คนส่วนใหญ่มักมองและเห็นว่า ตัวมีดีอะไร
แต่จะมีสักกี่คนที่มองและเห็นว่า ตัวมีอะไรไม่ดีบ้าง
การเห็นแต่ดีของตัวเอง เป็นทางเสื่อม
การเห็นแต่ไม่ดีของตัวเอง เป็นทางเจริญ
คนที่พัฒนาได้ คือ
คนที่รู้จักตัวเองว่ามีไม่ดีที่ใดบ้าง
คนที่พัฒนายาก คือคนที่เข้าใจว่าตัวนี้ดี 
หาไม่ดีตัวเองไม่เป็น

การเดินทาง แห่งจิตวิญญาณ

Image by Leolo212 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ไม่ใช่ข้าศึก


ถ้ายังไม่มีปัญญา ก็จะเห็นว่า 
รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์นั้น 
เป็นปฏิปักษ์กับเรา เป็นข้าศึกกับเรา 
ถ้าปัญญาดีแล้ว รูป เสียง กลิ่น รส 
โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์นั้น ไม่ใช่ข้าศึก 
แต่เป็นสภาวะที่ให้ความรู้ความเห็นแก่เราอย่างแจ้งชัด 
เมื่อสามารถกลับความเห็นอย่างนี้ 
แสดงว่าปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว 

หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ

Image by Leolo212 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

คำว่า "ภาวนา"


คำว่า "ภาวนา"  นั้นหมายถึง  
การละความผูกติดในอารมณ์ 
ทำให้จิตเป็นกลาง ไม่ยึดติด
ในฝ่ายชอบใจและฝ่ายไม่ชอบใจ  
เพื่อให้เกิดภาวะการรู้
ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น
แต่ในปัจจุบัน  ผู้คนส่วนหนึ่งมักใช้คำว่า "ภาวนา" 
ผิดไปจากความหมายตามจริง  
มาหมายเอาว่า  คำว่า "ภาวนา"  
หมายถึงการยึดการคิดอ้อนวอนร้องขอ  
ให้สิ่งนั่นสิ่งนี้เป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้  
ซึ่งการภาวนาแบบนี้ยิ่งทำยิ่งยึดมั่นถือมั่นมากขึ้นเรื่อยๆ
ความชำนาญในการยึดติดอารมณ์ยิ่งแน่นเหนียวขึ้นเรื่อยๆ  
และจะไม่อาจหลุดพ้นจากความชอบความชังไปได้เลย  
กรรมยังมิอาจถูกแก้ไข 
แต่กลับจะถูกทำให้มันเหนียวยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ

ครูบาไตรภพ วัดป่าโคกเจริญธรรม

Image by JacksonDavid from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ตราบที่ยังคิดว่ามีตัวตน


ตราบที่ยังคิดว่ามีตัวตน
กรรมก็มีเป้าหมายที่จะเล่นงาน
หากหยุดคิดว่าตัวตนมี
กรรมก็ไม่รู้จะเล่นงานใคร

พระอาจารย์ชุนริว ซูซูกิ

Image by Kanenori from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา