ความสุขที่แท้จริง เกิดจากความไม่อยาก


ความสุขที่แท้จริง เกิดจากความไม่อยาก 
แต่ความอยากมันสร้างความรู้สึกว่า 
ต้องได้สิ่งที่อยากถึงจะได้ความสุข 
ถ้าไม่ได้สิ่งที่อยากแล้วจะได้ความทุกข์ 
มันทุกข์จริงอยู่เมื่อเวลาที่ไม่ได้สิ่งที่อยาก 
แต่ถ้าเราทนไปได้ เดี๋ยวความอยากมันก็หายไปเอง 

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

Image by aakash gupta from pexels

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ได้ฟังธรรมอยู่ทุกเมื่อ ทั้งกลางวันและกลางคืน


ธรรมะมีทั้งกลางวันและกลางคืน
ผู้ปฏิบัติพึงใช้อุบายปัญญาฟังธรรมเทศนาทุกเมื่อ 
ถึงจะอยู่คนเดียวก็ตาม คืออาศัยการสำเหนียก 
กำหนดพิจารณาธรรมอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน 
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เป็นรูปธรรมที่มีอยู่ปรากฏอยู่ 
รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สัมผัส) ก็มีอยู่ปรากฏอยู่
ได้เห็นอยู่ได้ยินอยู่ได้สูดดมลิ้มเลีย และสัมผัสอยู่ 
จิตใจเล่า ก็มีอยู่ ความคิด นึกรู้สึกในอารมณ์ต่างๆ
ทั้งดีและร้ายก็มีอันมีอยู่โดยธรรมดา
เขาแสดงความจริง คือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา 
ให้ปรากฏอยู่ทุกเมื่อ เช่น ใบไม้เหลืองหล่นร่วงจากต้น 
ก็แสดงความไม่เที่ยงให้เห็นได้ดังนี้ เป็นต้น 
เมื่อผู้ปฏิบัติมาพินิจพิจารณาด้วยสติปัญญา 
โดยอุบายนี้อยู่เสมอแล้วชื่อว่าได้ฟังธรรมอยู่ทุกเมื่อ 
ทั้งกลางวันและกลางคืน

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

Image by ID 12019 from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ต้องให้เห็นอย่างนี้ว่า ไม่ใช่ตัวเรา


ความรู้สึก..เป็นธรรมชาติ หรือเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวเรา
ส่วนมากคนเรา เป็น “เรารู้สึก ” 
เลยเข้าใจว่า ตัวความรู้สึกนี่เป็นตัวเรา 
เรารู้สึกยินดี เรารู้สึกยินร้าย 
เรารู้สึกเป็นทุกข์เป็นสุข นี่เราก็มาหลง 
หลงความรู้สึกอันนี้.. 
ธรรมดามันจะเฉยๆ 
แต่ถ้าเป็นเรารู้สึกจะถูกปรุงแต่งเลย 
ตัวรู้สึก(ตัวใหญ่)นี่ก็หมายถึง 
มีหู มีตา มีจมูก มีลิ้น มี กาย มีใจ 
เวลากระทบสัมผัสต่างๆ มันเพียง รู้เท่านั้นเอง
รู้แล้วก็จะไม่มียินดียินร้าย 
สงบไม่สงบ พอใจไม่พอใจ มันจะไม่มี 
ถ้าเป็นเรารู้สึก มันจะมีทันทีเลย 
เกิดโลภะ โทสะ โมหะ โมหะแปลว่าไม่รู้ความจริง
ไม่รู้ความจริงว่าตัวนี้น่ะ มันเป็นธรรมชาติ 
เป็นความรู้สึก ไม่ใช่ตัวเรา 
ต้องให้เห็นอย่างนี้ว่า ไม่ใช่ตัวเรา 
มันเป็นเพียง “ความรู้สึก” สักว่าเป็นความรู้สึก
ถ้าเป็นเรารู้สึกมันจะปรุงแต่งเลย 
ตรงกับหลวงพ่อเทียนต่างกันที่คำพูด 
ท่านบอกว่าให้ดูความคิด
อันนี้เข้าไปอยู่ในความคิด 
ก็เข้าไปอยู่ในความรู้สึกนั่นเอง

หลวงพ่อสมบูรณ์ ฉตฺตสุวณฺโณ

Image by Schueler-Design from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


สมาธิอื่นเสมอด้วยอนันตริสมาธิไม่มี


สมาธิในชีวิตประจำวันนี้
เป็นสมาธิที่พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญสูงสุด
เพราะสมาธิขณะลืมตานี้ 
เป็นสมาธิที่คู่กับปัญญาโดยแท้จริง
หากทุกการกระทบ ทุกการสัมผัส
ทุกการเคลื่อนไหว มองเห็นความเป็นอนิจจัง 
เกิด-ดับ เปลี่ยนแปลง จนน่าเบื่อหน่าย
จนรู้สึกว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น"
จิตที่ประกอบอยู่ด้วยความรู้สึกว่า 
"ไม่มีอะไรที่น่าเอา..น่าเป็น"นี้แหละ
คือจิตที่เป็นสมาธิอยู่อย่างเต็มที่ 
และยิ่งกว่านั้นอีกก็คือว่า
สมาธิชนิดนี้เป็นสมาธิสูงสุด 
กว่าสมาธิชนิดไหนหมดเพราะ
แนบเนื่องอยู่กับสติ สมาธิ ญาณ ปัญญา
อย่างที่แยกกันไม่ออก เรียกว่า อนันตริสมาธิ
ดังที่พระพุทธเจ้ากล่าวสรรเสริญ
ในบาลีรัตนสูตร ว่า
"สมาธิอื่นเสมอด้วยอนันตริสมาธิไม่มี"

พระอาจารย์ปกรณ์นันทน์ ฐิตธัมโม

Image by DarkWorkX from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




นี่แหละ มหัศจรรย์แท้


จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




ทำดี-คนดี     
๏ จงทำดีแต่อย่าอยากเป็นคนดี 
หากอยากดีนี่แหละคนน่าสงสาร 
ต้องคอยฟังคนเขาเฝ้าวิจารณ์ 
มาตรฐานของดีแผกแตกต่างกัน    

๏ เมื่อทำดีคนมักเฉยไม่เคยสน 
พลาดพลั้งไปมักบ่นปนเหยียดหยัน 
มัวฟังคำสรรเสริญ-นินทากัน 
ใจจะหวั่นหันหนีจากดีไป     

๏ หากอยากดีก็จะทุกข์แบบคนดี 
ที่แบกดี-อวดดี-บ้าดีได้ 
ชั่งหัวมันเสียบ้าง "วางดี" ไป 
จำเอาไว้ทำแต่ดีเท่านี้พอ ๛

พระอาจารย์มหาวิเชียร ชินวังโส

Image by DarkWorkX from Pixabay

ยึดหรือปฏิเสธ จะเกิดทุกข์ซ้ำสอง


ให้รู้และยอมรับดัวยใจว่า
ความแก่ ความเจ็บ ความตาย 
ตลอดจนบรรดาความทุกข์ต่างๆ 
และสิ่งทั้งปวง
มันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ
ถ้าไปหลงยึดหรือปฏิเสธมันเข้า 
จะเกิดทุกข์ซ้ำสอง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

Image by nanoom from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


การภาวนาหมายถึง การก้าวออกมาจากความคิด


การภาวนาหมายถึง
การก้าวออกมาจากความคิด 
มาเฝ้าดูอยู่ข้างนอก 
หากท่านหลุดเข้าไปในความคิด 
ท่านจะไม่เกิดปัญญา 
เพราะว่าท่านได้กลายเป็นส่วนหนึ่ง
ในเครื่องมือที่ท่านใช้ 
ท่านถูกกรอบและข้อจำกัดของเครื่องมือครอบท่านไว้ 
หากท่านออกมายืนดูข้างนอก 
ท่านจะมีความรู้สึกตัว 
จงใช้ความคิด แต่อย่าได้กลายเป็นความคิด 
จงใช้มันเช่นที่ท่านใช้เครื่องมืออื่นๆ 
มันเป็นเครื่องมืออันทรงพลัง มันจะรับใช้ท่าน 
ถ้าท่านใช้มันไม่เป็น มันจะเริ่มใช้ท่าน 
ซึ่งมันอันตรายและมีอำนาจทำลายล้างที่สุด 
เพราะมันเป็นเครื่องมือ 
เครื่องมือไม่มีหูมีตา มันไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร

ท่าน OSHO

Image by Sritam_kumar_Sethy from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ภาวนา เป็นวิธีกำจัดบาปที่ละเอียดสุด


ควบคุมกายกับวาจา ไม่ให้พูดร้ายทำร้าย 
อย่างนั้นเป็น "ศีล" 
หากขยับเข้ามาที่ใจ 
..รักษาใจไม่ให้คิดร้าย 
ทิ้งความคิดด้วยการนึกสิ่งเป็นกุศล 
หรือตามรู้ลมหายใจ รู้อิริยาบถ 
เพื่อสลายความคิดร้ายผูกติด ใจเป็นกลางๆ 
อย่างนี้เรียกการ "ภาวนา"
ภาวนา เป็นวิธีกำจัดบาปที่ละเอียดสุด 
ในระดับสังกัปปะ หมายถึง 
ระดับการปรุงแต่งนึกคิด 
อันเป็นมูลรากของกรรมเลยทีเดียว

ครูบาไตรภพ วัดป่าโคกเจริญธรรม

Image by Bru-nO from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


เราเลยหาจิตไม่เจอ


เราเอาอารมณ์มาเป็นจิต
เราเลยหาจิตไม่เจอ
จิตดวงนี้ต้องการอันเดียว
ไม่ธรรมก็กิเลส ไม่กิเลสก็ธรรม

ครูบาเจ้าเพชร วชิรมโน

Image by Sritam_kumar_Sethy from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา