มีแต่จะสลัดทิ้งไปปล่อยวางไป


การปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนานี้.. 
มีแต่จะสลัดทิ้งไปปล่อยวางไป
เพราะว่าเห็นว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั่นเอง 
อนิจจัง ก็คือเป็นความสุขชั่วคราว 
อนัตตา ก็คือไม่อยู่ภายใต้คำสั่งของเรา 
ถ้าเราไปอยากให้เขาไม่เสื่อม
อยากให้เขาอยู่กับเราไปตลอด 
เราก็จะต้องเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา 
แต่ถ้าเราปล่อยเขาไป ไม่ต้องการเขา 
เขาจะอยู่ก็ปล่อยเขาอยู่ไป 
เขาจะไปก็ปล่อยเขาไป ต่างฝ่ายต่างอยู่กัน 
ถ้ายังอยู่ด้วยกัน ก็อยู่ด้วยกันไปแบบไม่มีความอยาก
ให้เขาเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ 
ใจก็จะว่างจากเขาไป ใจว่างใจก็จะเกิดความสุขขึ้นมา 
จะไม่ทุกข์กับการเจริญกับการเสื่อมของเขา 
เขาจะเจริญก็สักแต่ว่ารู้ไป เขาจะเสื่อมก็สักแต่ว่ารู้ไป
ขอให้สักแต่ว่ารู้ กับทุกสิ่งทุกอย่างเท่านั้น 

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

Image by Yumu123 from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ธรรมะที่แท้จริงนั้น ต้องทิ้งเหตุทิ้งผล


ธรรมะที่แท้จริงนั้น ต้องทิ้งเหตุทิ้งผล 
คือ ธรรมะมันสูงกว่านั้น 
ธรรมะที่พระพุทธองค์ท่านตรัสรู้
ระงับกิเลสทั้งหลายได้นั้น 
มันอยู่นอกเหตุ เหนือผล 
ไม่อยู่ในเหตุ อยู่เหนือผล 
ทุกข์มันจึงไม่มี สุขมันจึงไม่มี 
ธรรมนั้นท่านเรียกว่า ระงับเหตุ ระงับผล 
ถ้าพวกใช้เหตุผลอยู่อย่างนี้ 
เถียงกันตลอดจนตาย 

หลวงปู่ชา สุภัทโท

Image by Yumu123 from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


พอรู้ว่าไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งได้ คือได้ที่พึ่งแล้ว


การปฏิบัติที่ถูกต้อง คือศึกษาให้รู้ว่า
มันมีแต่ตัวทุกข์เท่านั้น
รู้มันให้แจ่มแจ้งว่า
ในโลกไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งได้เลย
เป็นที่พึ่งไม่ได้สักอย่างเดียว
เพราะมีแต่ของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
พอรู้ว่า ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งได้ ก็จะอุ่นใจว่าได้ที่พึ่งแล้ว
ที่พึ่งก็คือธรรมะนั่นเอง
ไม่ใช่ให้เราไปหาที่พึ่งถาวรที่ไหน
บางคนก็เอาวัดเป็นที่พึ่ง
เอาอาจารย์เป็นที่พึ่ง
เอาคนนั้นคนนี้เป็นที่พึ่ง
เอาสภาวะนั้นสภาวะนี้เป็นที่พึ่ง
ที่พึ่งเหล่านี้ไม่แน่นอน
อาจารย์ที่เราพึ่งอยู่
ถ้าไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง ตำหนิเรา
เราก็จะเครียดอีก ต้องไปหาอาจารย์ใหม่อีกแล้ว
ธรรมะเป็นสิ่งสวนกระแสอย่างนี้
ไม่ใช่ให้เราไปหาที่พึ่งในโลก
แต่ให้รู้ว่า สิ่งต่างๆ ในโลก
มันเป็นที่พึ่งจริงไม่ได้
ไม่มีสิ่งไหนมั่นคงถาวร
พอรู้ก็จะมีใจมั่นคง
ความทุกข์ความวิตกกังวลก็หายไป
หายไปเพราะรู้นี่แหละ

อ.สุภีร์ ทุมทอง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


นิพพานก็ไม่ต้องหา .. ตรงนั้นเอง




สิ่งใด เกิด - ดับ สิ่งนั้นมันเป็น ..โลก.. หมด
ธรรม.....ไม่มีเรื่องพูด
ถ้าเราเห็นว่า สังสารวัฎ
ว่างเปล่าจากตัวตน 
นิพพานก็ไม่ต้องหา .. ตรงนั้นเอง

หลวงปู่ฉลวย สุธัมโม วัดป่าบ้านวไลย หัวหิน

Image by _vane_ from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา





ผู้ใดที่ไม่ตกอยู่ในอำนาจของอวิชชาตัณหา


ผู้ใดที่ไม่ตกอยู่ในอำนาจของอวิชชาตัณหา 
ผู้นั้นจะไม่หลงใหลไปผูกพันยินดีกับรูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส 
อันโลกเขาสมมติว่า สวยๆ งามๆ เหล่านั้นเลย 
เพราะว่าเมื่อเพิกอวิชชาออกจากจิตใจนี้แล้ว 
“วิชชา” คือ ความรู้บังเกิดขึ้นในใจแล้ว 
มันก็จะมองเห็น รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสต่างๆ 
ก็ล้วนแต่เป็นของไม่เที่ยง 
มีความเกิดขึ้นแล้วก็แปรปรวนแตกดับไป 
ทั้งที่เป็นส่วนหยาบก็ดี ส่วนปานกลางก็ดี 
เป็นส่วนละเอียดประณีตบรรจงอย่างไรก็ตาม 
มันก็มีความเกิดขึ้นแล้วดับไปเหมือนกันหมดเลย 
ไม่มีอะไรเที่ยงยั่งยืนสักหน่อยเดียว 
เมื่ออวิชชาดับไป วิชชาความรู้เกิดขึ้นแล้ว 
มันก็จะมองเห็นความจริงของสิ่งที่ดวงจิต
มันเคยผูกพันมันมานับชาติไม่ถ้วนแล้ว
มันจะเห็นแจ้งตามเป็นจริงได้เลย 

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

Image by schuetz-mediendesign from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


การให้โดยไม่หวังผล จึงเกิดความบริสุทธิ์เอง


บุญคือ จาคะ สละ ให้ 
ไม่ได้อะไร มีแต่ละอัตตาตัวตน 
ไม่ยึดติดในสิ่งของ รูปนาม.. 
สรุปโดนหลอกๆ กันมา 
ให้แล้วจะเป็นเศรษฐี ให้แล้วไปสวรรค์ ให้แล้วนิพพาน
มาล่อ ให้อยาก 
การให้โดยไม่หวังผล จึงเกิดความบริสุทธิ์เอง
เป็นการจาคะ เสียสละ ให้ ละอัตตาตัวตน 
ให้เห็น สิ่งของนี้ กายนี้ มิใช่เรา ลดการเป็นเจ้าของ
ไม่ใช่ร้องขอให้ มีตัวตนจะสุขสบาย 
ดี สมบูรณ์ รวยๆ เฮงๆ 
นี่มันสอนให้ร้องขอให้เป็นสรรพสัตว์นานๆ
อยู่เป็นเพื่อนกันนานๆ อยู่ในสังสารวัฎนานขึ้นเลย 
มันคนละเรื่องเลยนะ

พระอาจารย์ปกรณ์นันทน์ ฐิตธัมโม

Image by rawpixel from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ความทุกข์ในใจเป็นของแปลก



จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ใจเราไปติดกิเลส ไม่ใช่กิเลสมาติดอยู่ในใจของเรา


กิเลสมาร หมายถึงจิตใจที่เรายังเลิกละ 
ปลดปล่อย กิเลส ราคะ ตัณหาไม่ได้ 
ราคะ ตัณหานั่นแหละคือตัวมาร 
ที่คอยหลอกลวงอยู่ในใจนั้น 
ถ้าผู้ใดใจไม่มั่นคง 
ก็หลงใหลไปตามการหลอกลวงของมารกิเลส 
ไม่ยอมละ ไม่ยอมเลิก ไม่ยอมปล่อยวาง 
กิเลสก็ติดอยู่ในตัว ติดอยู่ในกาย 
ในวาจา ในจิตในใจ 
คือ ใจเราไปติดกิเลส 
ไม่ใช่กิเลสมาติดอยู่ในใจของเรา 
จิตใจของเราไม่ภาวนาละกิเลส 
แต่ภาวนาเอากิเลส 
กิเลสก็มาอยู่ในกาย ในวาจา 
ในจิตในใจของเราเต็มไปหมด

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

Image by ThreeMilesPerHour from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ผู้มีสติปัญญาย่อมรู้จัก...การวางเฉย


ผู้มีสติปัญญาย่อมรู้จัก...การวางเฉย
การปล่อยวาง รู้จักคำว่าช่างมัน ไม่เดือดร้อน
ถ้าทำอะไรไม่ได้ก็ไม่เดือดร้อน
ช่างมันเสียบ้าง
เรื่องไหนพอจะทำได้ แก้ไขได้
ก็ทำไป แก้ไขไป
แต่อย่าไปคิดว่าจะแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างได้
แม้แต่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์
ท่านยังไม่แก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างเลย
แม้แต่ชีวิตของท่าน ท่านยังไม่แก้ไขเลย
ท่านปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ
ไม่สบาย มียากินก็กินไป หายก็หายไป
ไม่หายก็ยอมรับตามความเป็นจริง"

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

Image by Pezibear from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



คนทั้งหลายรู้ธรรมทั้งหลายแล้วไม่พ้นทุกข์


คนทั้งหลายรู้ธรรมทั้งหลายแล้วไม่พ้นทุกข์ 
ทั้งกลับเป็นเสี้ยนหนามยอกแทงตน
และผู้อื่นเข้าด้วยซ้ำ 
แต่ “พระพุทธเจ้า” แล “สาวก” 
รู้ธรรมแล้วพ้นทุกข์ไปเลย 
พร้อมๆ กับความรู้ธรรมเกิดขึ้น 
เพราะเหตุใดระหว่างคนทั้งสองสามจำพวกนี้จึงต่างกันเล่า
ก็เพราะความรู้เกิดจากปัจจุบันจิต 
อันกลายเป็นปัญญาไปในตัว 
กับความรู้คาดคะเน (สัญญา) 
มันต่างกันราวฟ้ากับแผ่นดินนั่นเอง 
เหตุที่ความรู้ที่เป็นปัจจุบันจิตจะเกิดได้ 
ก็ต้องพิจารณาปัจจุบันธรรมคือกายกับจิตนี้เอง 
เพราะกาย-จิต เป็นสถานที่สั่งสมกิเลส
และเป็นสถานที่ถอดถอนกิเลสแลกองทุกข์ทั้งมวล 
ฉะนั้น เราควรตั้งจิตไว้โดยทำนองที่ว่า
ให้จิตอยู่กับกายจิตจริงๆ จนเรียกปัจจุบันได้เต็มที่ 
แล้วกระแสของปัจจุบันจิตจะกระจายแสงสว่าง 
คือ ปัญญาออกตามอาการของกายแลอาการของจิตโดยรอบคอบ 
จากนั้นก็จะได้เห็นทุกสิ่งทั้งที่เป็นคุณเป็นโทษ 
ปรากฏด้วยปัญญาอันชอบแท้ 
ตลอดกลางวัน กลางคืน ยืน เดิน นั่ง นอน 
จะเรียกว่าฟังธรรมทุกเวลาก็ได้

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

Image by geralt from Pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา