เมื่อไม่ยึดถือในความสุข


เมื่อไม่ยึดถือในความสุขเลยนั้นแหละ
จึงเป็นสุขในความหมายที่แท้จริง 
"บุญแท้" เมื่อไม่อยากจะมีบุญ 
เมื่อไม่ต้องการบุญ คือบุญที่แท้จริง 
ธรรมะสูงสุดเมื่อไม่มีธรรมะที่จะเอามายึดถือ 
ว่าเป็นของกู นั้นคือธรรมสูงสุด 
ภาวะสูงสุด คือภาวะที่ไม่ยึดถืออะไรไว้เป็นตน 
เรียกว่า นิพพาน หรือหลุดพ้น 
รู้จักตนที่แท้จริง ต่อเมื่อไม่เห็นว่าไม่มีตนที่แท้จริง 
คือ ความว่างจากตัวตนนั้นแหละ

ท่านพุทธทาสภิกขุ
Image by Stevebidmead on pixabay 

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ไม่ได้สอนให้แสวงหาอะไรมาเพิ่มเติม


พระพุทธเจ้าท่านละได้ ทั้งสังขารที่เป็นบาป 
และสังขารที่เป็นบุญ 
อารมณ์ที่เป็นกุศล อารมณ์ที่เป็นอกุศล
ผู้ปฏิบัติธรรม ชอบมีความต้องการ 
ชอบมีความปราถนา 
ถึงจะต้องการปรารถนา ส่วนกุศล ส่วนเป็นคุณธรรม 
แต่ความปรารถนานั้น ก็ยังเป็นความปรารถนาอยู่
ให้ละความปรารถนานั้นเสีย 
ธรรมะของพระพุทธเจ้า ท่านให้ละให้ปล่อยวาง 
ไม่ได้สอนให้แสวงหาอะไรมาเพิ่มเติม
คำว่า "ศีล สมาธิ ปัญญา" ก็ไม่ต้องหามาเพิ่มเติม
เพียงแต่ "ละบาป ละความชั่ว" ศีลก็ปรากฏขึ้นที่จิต 
บาปอย่างหยาบ บาปอย่างกลาง 
แม้แต่บาปอย่างพรหมณ์ละเอียด ก็ให้ละ
ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหน 
เพราะใจของเรา "เป็นศีล" อยู่แล้ว 
"สมาธิ" ก็จิตนั่นแหละเป็น 
ละให้หมด อะไรที่มันคั่งค้างอยู่ในใจ 
สิ่งที่เราพอใจ สิ่งที่เราปรารถนา ละให้หมด 
สิ่งที่เราชอบใจ สิ่งที่เราไม่ชอบใจ ก็ละให้หมด

หลวงปู่แบน ธนากโร
Image by Pexels on pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ปฏิบัติธรรมจะไปยากอะไร


จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


สนใจเรื่องดับทุกข์ แค่มาสนใจตัวเรานี่แหละ


ใครที่สนใจเรื่องดับทุกข์
แค่มาสนใจตัวเรานี่แหละ
สติ คือ ความรู้สึก
ตัว คือ กาย คือ จิต
มันไม่ไปไกลกว่าสองสิ่งนี่หรอก
เมื่อมีการเคลื่อนไหวของกาย เราก็รู้สึก 
จะเดินก็รู้สึก นั่งก็รู้สึก นอนก็รู้สึก
จะเคลื่อนไหวทำอะไรก็ตาม
เพียง "เติมความรู้สึกตัวเข้าไป"
ไม่มีอะไรมาก เมื่อเรารู้สึกตัวไปเรื่อยๆ 
จิตเราจะผ่อนคลาย 
เพราะหมดการปรุงแต่ง
มันจะเห็นสิ่งแปลกปลอมที่เกิดขึ้นกับจิต
(ความคิด อารมณ์ต่างๆ) 
และจะจัดการกับสิ่งผ่านมา
โดยการปล่อยให้สิ่งนั้นผ่านไป 
โดยไม่ได้ทำอะไร 
เป็นเพียงการเกิดขึ้นและดับไปเอง
เป็นการเห็นว่า ไม่มีตัวตนอยู่จริง 
นี่คือ อานุภาพของการรู้สึกตัวล้วนๆ

อ.กำพล ทองบุญนุ่ม
Image by Engin_Akyurt on pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



พยายามจะไม่ให้หลง ก็จะเป็นหลง


การพยายามรักษาสติไว้ 
พยายามจะไม่ให้หลง ก็จะเป็นหลง
และเป็นอวิชชาในทันที 
ให้มีสติสังเกตทุกขณะปัจจุบัน
ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในใจ 
ให้เข้าใจว่าทุกอย่างเป็นเพียงแค่สังขารปรุงแต่ง 
แล้วปล่อยวางสังขารอย่างที่มันเป็น 
ไม่เข้าไปปรุงแต่งเป็นตัวเรามีส่วนได้เสีย 
หรือไปยึดถือสังขารปรุงแต่งทุกชนิด 
เมื่อสิ้นยึดจะพบใจที่ว่างเปล่า และ
การไม่ยึดถือแม้ใจที่ว่างเปล่าที่บริสุทธิ์
จึงจะสิ้นอวิชชาอย่างแท้จริง

หลวงตาณรงค์ศักดิ์ ขีณาลโย
Image by birgl on pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



นิพพานัง ปรมัง สุญญัง


นิพพานัง ปรมัง สุญญัง
ความสุขระดับของพระนิพพานนี้ก็เกิดจาก...
▪การมีจิตที่ว่างจากทุกสิ่งทุกอย่าง 
▪ไม่ยึด ไม่ติด ไม่พึ่งพาอะไรต่างๆ มาเป็นเครื่องมือ ให้ความสุข 
▪ไม่ยึดไม่ติดกับลาภยศ สรรเสริญ กับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ 
▪ไม่ยึดไม่ติดกับ รูปเวทนาสัญญา สังขาร วิญญาณ 
ไม่ยึด ไม่ติดกับธรรมารมณ์ต่างๆที่มีอยู่ภายในจิตคือปล่อยวางหมด 
▪สลัดทิ้งไปหมด จึงทำให้ใจนี้ว่างเต็มร้อย
พอใจว่างเต็มร้อยเป็นปรมัง สุญญัง 
ใจก็จะเป็นปรมัง สุขัง เป็นบรมสุขขึ้นมา

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
Image by geralt on pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา





เมื่อเรามากำหนดนึกอยู่ในลมหายใจ


เมื่อเรามากำหนดนึกอยู่ในลมหายใจ 
ด้วยความมีสติสัมปชัญญะเช่นนี้ 
ก็จะเป็นพุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ และสังฆานุสสติ 
นอกจากนี้ยังเป็นกายคตาสติ 
อานาปานสติ และมรณานุสสติอีกด้วย

ท่านพ่อลี ธัมมธโร
Image by truthseeker08 on pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



จิตที่อิสระ จิตที่ปล่อยวาง


สมมตินั้นเป็นแค่ภาพ 
เป็นแค่สิ่งที่แทนให้รู้ภายนอก 
เป็นเครื่องหมายให้รู้ภายนอก 
ถ้าจะพูดภาษาอังกฤษ 
ก็เหมือนเป็น symbol ให้รู้ภายนอกเท่านั้น 
จริง ๆ สิ่งเหล่านั้นไม่มีอยู่ในใจจริง 
ให้ยอมรับความจริง สำเหนียกจุดนี้ให้มาก
เมื่อสำเหนียกเห็นตรงนี้แล้วก็ให้ยอมรับ 
ถ้ายอมรับก็เรียกว่าเคารพธรรมนั่นเอง 
เมื่อยอมรับแล้ว จิตนั้นจะไม่ดิ้นรน 
เพราะมันไม่กอบด้วยความหลง 
เมื่อไม่มีความหลงก็ไม่มีความดิ้นรนไป
ทั้งพอใจไม่พอใจ เพราะเห็นว่า
สิ่งที่รู้ขึ้นมาในจิตนั้นเป็นสิ่งสมมติหมด 
เรื่องราวทั้งหมดเป็นสิ่งภายนอกหมด ไม่มีอยู่ในใจจริง
ตั้งสติให้ตั้งมั่น ให้ดูมัน 
สมาธิตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวกับความรู้ภายในทั้งหมด 
ถ้าสติตั้งมั่น สมาธิตั้งมั่น 
ปัญญาก็จะเห็นแจ้งความจริงของสิ่งเหล่านี้ 
มันเกิดขึ้นแล้วดับไปหมด 
ไม่มีอะไรเป็นของเรา ไม่มีอะไรเป็นตัวเรา 
ไม่มีอะไรเป็นตัวตนของเรา เรียกว่าอนัตตาธรรม
ถ้าเห็นดั่งนี้ ความว่างจากความเป็นของเรา 
เป็นเรา เป็นตัวตนของเรา ก็อยู่ตรงนั้นนั่นเอง 
สมมติมีอยู่ เมื่อไม่เอามัน ก็เท่ากับว่างจากสมมติตรงนั้น 
ความรู้มีอยู่ ถ้าไม่เอามัน ไม่หลงมัน 
ก็เท่ากับว่างจากความรู้ตรงนั้นนั่นเอง 
จิตที่ประกอบด้วยสติสมาธิปัญญาเห็นแจ้ง 
จึงเป็นจิตที่อิสระ จิตที่ปล่อยวางนั่นเอง

พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ
Image by byunilho on pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


คนเลยไม่เข็ดกับทุกข์


ถ้าเรามีความจำดีมากๆ 
ภาวนาระลึกไปในอดีตได้ยาว
จะรู้ว่าสังสารวัฏนี้น่ากลัวที่สุดเลย
สังสารวัฏเต็มไปด้วยความทุกข์ 
เราเกิดมา เราทุกข์ ..
จนตายแล้วตายอีกนับภพนับชาติไม่ถ้วน
แต่สังสารวัฏมันปิดบังตัวเอง
ทำให้เราลืมความทุกข์ไปทั้งหมด
ส่วนมากเราก็พอใจ
ที่จะพยายามให้ลืมความทุกข์ ความเศร้าโศก 
ความผิดหวังในอดีตให้หมด
แล้วตั้งความหวังเอาใหม่ 
คนเลยไม่เข็ดกับทุกข์

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

Image by makamuki0 on pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


อย่ามัวดูสิ่งอื่นนอกเหนือกายใจ


จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา