ให้ใช้ความรู้สึกตัวเป็นตัวนำ



ความคิดไม่อาจเปิดเผยความจริง
ที่อยู่นอกอำนาจของมันได้
พอเราคิด โดยที่ไม่รู้สึกตัว 
มันก็เป็นส่วนหนึ่งของความคิด
แต่พอเรารู้ตัว 
ความคิดก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเรา 
หมายความว่าเราใช้มันได้ 
ควบคุมมันได้ เอาชนะมันได้
ฉะนั้น ยุทธวิธีในการดำรงอยู่ 
ให้ใช้ความรู้สึกตัวเป็นตัวนำ 
แทนที่จะเอาความคิดนำ

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


หมั่นดูไปเถอะ แล้วมันก็เห็นไปเอง



การดูจิตดูใจนี่มันมีประโยชน์มาก 
หมั่นดูไปเถอะ แล้วมันก็เห็นไปเอง 
จะเห็นชัดหรือไม่ชัดบ้าง ก็เป็นธรรมดา 
บางคราวมันก็ไม่ชัด บางคราวมันก็ชัด 
ต้องดูมันเรื่อย 
ดูของจริงภายในกายในใจมีประโยชน์มาก 
ดีกว่าดูข้างนอก 
ถ้ามันรู้ชัดแจ้งอะไรขึ้นมา 
มันก็ปลุกให้จิตตื่น ตื่นตัวขึ้นมาแล้วนิวรณ์มันก็ดับ
ยิ่งดูก็ยิ่งรู้ ยิ่งรู้ก็ยิ่งละได้ ยิ่งปล่อยยิ่งวางได้ 
มันมีประโยชน์อย่างนี้

ท่าน ก.เขาสวนหลวง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



‘รู้’ เองก็ดับ


ตอนที่เผลอไป ขณะนั้น..ขาดสติ
พอรู้ทันความเผลอ ขณะนั้น..มีสติ
ความเผลอ..ถูกตัดตอน!
เมื่อก่อนนี้เผลอไปเรื่อยๆ ไม่รู้เรื่องเลย!
ตอนนี้เผลอ แล้วมี‘รู้’ คั่น
จะเห็นเลยว่า..ความเผลอมันก็ขาดได้
เปลี่ยนแปลงได้

มีความ 'เผลอ’..แล้วก็มี’รู้’
‘รู้’ เองก็ดับ
ไม่ใช่ว่าจะต้อง รู้..รู้..รู้ติดต่อกันตลอด
ถ้ารู้ติดต่อกันนาน
สำหรับภูมิธรรมอย่างเราน่าจะเป็น “รู้เทียม”
เหมือนจะรู้แต่จริงๆ ใจลอยไปแล้ว!


พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


สุขที่มีความวางเฉยเป็นอารมณ์



สุขที่ยังมีความยินดีเป็นอารมณ์
กับ สุขที่มีความวางเฉยเป็นอารมณ์
ทั้งสองอย่างนี้ สุขที่มีความวางเฉยเป็นอารมณ์ย่อมเป็นเลิศกว่า

จากหนังสือ “พระพุทธเจ้ามองโลกในแง่ร้ายจริงหรือ” สถาบันวิจัยวิปัสสนา

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ความว่าง เป็นอรูปฌานก็มี ไม่เป็นก็มี


ความว่าง เป็นอรูปฌานก็มี ไม่เป็นก็มี 
ที่ไม่เป็น (อรูปฌาน) นั้นคือ
ความว่างจากเรา จากเขา จากสัตว์ จากบุคคล
นั้นมันเป็นว่างที่มีปัญญารู้ชอบ 
เรียกว่ารู้ตามเป็นจริงแห่งปัญญา 
และก็ไม่สำคัญว่าว่างนั้นเป็นตน ตนเป็นว่างด้วย 
ถ้าไม่สำคัญอย่างนั้น กิเลสก็แตกกระเจิงไปหมดแล้ว 
ไม่ใช่อรูปฌานเลย​ ที่เป็นอรูปฌานนั้น
เพราะไม่มีปัญญาเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สัมปยุตอยู่ในขณะเดียวก็เลยกลายเป็นอรูปฌาน 
อรูปฌาน ๔ นั้นโดยใจความคือไม่เห็นอนัตตาธรรมนั่นเอง 
และก็เข้าใจว่าอรูปฌานนั้นเป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตนอยู่...

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




ฟ้ากว้างใหญ่สอนอะไรเราได้เยอะ


จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


มารผูกมัดเราด้วยบ่วงไม่ได้


ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 
เป็นโคจรที่เที่ยวแสวงหาอารมณ์ของจิต 
เมื่อเราปิดคือ สำรวมมีสติ 
ระวังอย่าให้จิตหลงไปในอารมณ์ทั้ง 6 นั้นได้แล้ว 
เป็นอันว่ามารผูกมัดเราด้วยบ่วงไม่ได้

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ลมหายใจเป็นที่พัก ทำให้จิตใจว่างจากอารมณ์



วิธีฝึกสติง่ายๆ ในชีวิตประจำวันก็คือ
ทำอะไร ก็ทำไปตามปกติ
แต่อยากให้เราลองมาชำเลืองดูลมหายใจบ้าง
เพราะลมหายใจ เป็นที่พัก ทำให้จิตใจว่างจากอารมณ์
สิ่งต่างๆ ที่เจอในแต่ละวัน ทำให้อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ มากมาย
ฉะนั้น การกลับมาอยู่กับลมหายใจเป็นคราวๆ 
จะเป็นการปรับสมดุล 
ไม่ให้อารมณ์ของเราขึ้น - ลง มากเกินไป
ถึงมีก็มีน้อย ...
ถ้าดูลมหายใจไปเรื่อยๆ จนชำนาญ
สุดท้ายในใจเราจะว่างจากอารมณ์ 
แล้วสติปัญญาจะสมบูรณ์
เมื่อข้างใน เราว่างจากอารมณ์
การงานในชีวิตปกติ จะไม่มีอารมณ์มาเป็นแนวหน้า 
เป็นแรงผลักดันในการดำเนินชีวิต
แต่กลับจะมีสติปัญญาเป็นเครื่องนำในการใช้ชีวิต

พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

Cr.Fb.Lovely Ole

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




จิตที่เข้าสู่ทางสายกลาง


จิตที่เข้าสู่ทางสายกลาง คือ จิตที่ไม่ลุ่มหลง
ไปกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และเรื่องราวที่คิดนึก
มีความรู้เนื้อรู้ตัว มีสติ ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้กดข่ม
บังคับความรู้สึกของตัวเองไว้ ใจสบาย มีความสุข
เห็นสภาวะต่างๆ เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง

อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ผู้ที่รู้จักธาตุรู้จะเป็นตัวของตัวเอง




เราเกิดมาไม่มีประมาณแต่เราไม่เคยเห็นตัวเองเลย 
มัวเข้าใจว่าตัวเอง คือ กาย เวทนา สัญญา สังขาร 
และวิญญาณ ซึ่งนั่นผิดทั้งหมด
เราคือธาตุรู้หรือจิตต่างหาก
ซึ่งก็คือความรู้สึกนั่นเอง ...

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า 
ให้ทวนกระแสเข้ามาสู่ภายใน 
เราจึงควรทวนกระแสเข้ามาภายใน
แล้วก็จะพบธาตุรู้หรือจิตได้ไม่ยาก
ธาตุรู้ ก็คือ ผู้หลับผู้ตื่นหรือตัวชีวิตหรือตัวเป็นโดยตรง 
ธาตุรู้ไม่มีตัวตน ไม่มีสีสัน 
ไม่มีนิมิตเครื่องหมายใดๆ 
ธาตุรู้เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เพราะไม่มีตัวตนแต่สามารถรู้สึกได้
ความแตกต่างระหว่างผู้ที่รู้จักธาตุรู้ กับผู้ที่ไม่รู้จักธาตุรู้ 
ก็คือ ผู้ที่รู้จักธาตุรู้แล้วนั้นจะเป็นตัวของตัวเอง 
สามารถควบคุมตัวเองได้ เพราะมีการรู้ตัวโดยตลอด 
ผู้ที่รู้จักธาตุรู้นั้นจะอยู่กับตัวเองเสมอ 
คือไม่ไหลไปตามความคิด สมมุติว่าเราอยู่จันทบุรี 
แล้วเราคิดไปที่ต่างจังหวัด กรุงเทพฯ หรือต่างประเทศ 
ธาตุรู้นี้จะอยู่กับตัวเอง ไม่ลืมตัวเอง 
เพราะธาตุรู้กับตัวเองคืออันเดียวกัน
แต่ผู้ที่ไม่ได้อยู่กับธาตุรู้ เมื่อคิดไปต่างจังหวัด 
กรุงเทพฯ หรือต่างประเทศ 
ธาตุรู้ก็จะลืมตัวเองและตามความคิดนั้นไปทุกหนทุกแห่ง 
นั่นหมายความว่าจิตไม่เป็นปัจจุบันธรรม 
เป็นจิตที่ขาดสติสัมปชัญญะ เป็นผู้ที่ทำก่อนคิด 
จึงมักเป็นผู้ที่ผิดพลาดในการกระทำอยู่เสมอ


ลุงหวีด บัวเผื่อน

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา