ไม่ใช่ปฏิบัติแล้วจะเอาผลเลย


ไม่ใช่ปฏิบัติแล้วจะเอาผลเลย
ไม่ใช่อย่างนั้นนะ 
มันต้องพอใจสร้างเหตุ  พอใจปฏิบัติ 
ปฏิบัติแล้วก็ต้องไม่อยากด้วย 
ถ้าอยากเมื่อไหร่ มันผิดทางเลย 
มันมีอัตตา มันสร้างตัวตนขึ้นมา 
มันถึงต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า 
เราปฏิบัตินี่ เพียงแค่พอใจสร้างเหตุ
พอใจปฏิบัติ เท่านั้น 
ส่วนผลเป็นยังไงแล้วแต่สภาวธรรม 
จะช้าจะเร็ว มันก็ไม่เป็นไร

พระอาจารย์ครรชิต สุทธิจิตโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ผู้ปฏิบัติเพื่อความเห็นภัย



ผู้ปฏิบัติเพื่อความเห็นภัย
ต้องเป็นผู้มีสติระลึกรู้อยู่กับใจตลอดเวลา
ไม่พลั้งเผลอได้เป็นการดี
ความไม่พลั้งเผลอนั่นแล
คือทำนบเครื่องป้องกันกิเลสต่างๆ
ที่ยังไม่เกิด ไม่ให้มีโอกาสเกิดขึ้นได้
ที่มีอยู่ซึ่งยังแก้ไม่หมด
ก็ไม่กำเริบลำพอง

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ที่เรียกว่ามีดวงตาเห็นธรรม



ถ้าวันใดเข้าใจธรรมะแล้ว 
เห็นว่ากายกับใจไม่ใช่ตัวเรา 
อันนี้แหละที่เรียกว่ามีดวงตาเห็นธรรม 
พระโสดาบันมีดวงตาเห็นธรรม 
คือได้เห็นความจริงว่ากายกับใจไม่ใช่เรา 
ตัวเราไม่มี

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


วิมุติ คือ จิตถอยเข้าสู่ “ความว่าง”


วิมุติ คือ จิต  มันถอยเข้าสู่ “ความว่าง”
ท่านผู้ถึงวิมุติ มันก็เป็น “สักแต่ว่า” 
มันเป็นกิริยาของจิต มันเป็นความรู้สึก 
“ของเก่าๆ" มันก็ยังมีอยู่ แต่ “มีอยู่ สักแต่ว่ามี” 
มีก็เหมือนกับว่า มันไม่มี 
มัน “ขาดอุปาทาน” ขาดความยึดแน่น 
ไม่สำคัญมั่นหมาย ว่ามันเป็นจริงเป็นจัง 
เห็นเป็นสักว่า เห็นด้วย “ปัญญา” 
เท่ากับ “ถอนอุปาทาน” ในตัวมันแหละ

หลวงปู่ชา สุภัทโท

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

การละอวิชชาตัณหาคืออะไร


ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ เป็นสิ่งที่ควรรู้ 
คือให้สติดูมัน ให้ระลึกรู้มัน 
สมุทัยคือสิ่งที่ควรละ 
คือละตัณหา ละอวิชชานั่นเอง 
อวิชชาตัณหาเป็นสมุทัย 
การละอวิชชาตัณหาคืออะไร 
ไม่เอา "เรา" เข้าไปในนั้นน่ะ 
เป็นกลางนั่นเอง 
ถ้าเอาเราเข้าไปในขันธ์ ๕ 
ไปยึดขันธ์ ๕ เมื่อไร นั้นล่ะเป็นอวิชชา

พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

จิตที่ไปไม่เอา ให้เอาดวงจิตที่รู้อยู่


การฝึกหัดทำจิตในสมาธิภายใน ให้ทำอยู่เสมอไม่ว่าเวลาใด
จิตให้มีความระลึกอยู่ในดวงจิต ดวงที่ "รู้อยู่ภายใน"
คอยระวังจิตดวงในไม่ให้หลงทางตาม "สังขารจิต"
จิตที่ไปไม่เอา ให้เอาดวงจิตที่รู้อยู่ 
ดวงจิตที่รู้อยู่นี้ไม่ได้ไปที่ไหน 
ตั้งแต่เกิดมาก็อยู่ภายในนี้เอง 
ขณะใดที่จิตสังขารมันไป
ก็ยังรู้อยู่ว่า จิตของเราไปไหน
ขณะจิตสังขารมันกลับมาก็ว่ามันกลับมา 
ให้ทุกคนกำหนดให้ได้ว่า 
จิตดวงในนี้อยู่ภายในนี้แล้ว ไม่ต้องไปหาที่อื่น 

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



เราไม่ควรปฏิบัติเพื่อควบคุมความคิด



เราไม่ควรปฏิบัติเพื่อควบคุมความคิด 
แต่ปฏิบัติเพื่อไม่ให้ความคิดมาควบคุมเรา 
ดังนั้นแม้จะมีความคิดเกิดขึ้นในใจ 
เราก็เพียงแต่รู้เท่าทันมัน 
เท่านี้มันก็ควบคุมจิตเราได้ยาก

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ดูละคร ก็เจริญสติได้


จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

นักฟังเทศน์ที่ดี



ธรรมชาติเทศนา ทั้งกลางวัน กลางคืน 
ทั้งภายนอกและภายใน
ประกาศอยู่ตลอดเวลา 
แต่ทำไมจิตจึงไม่เห็น 
เหตุเพราะอวิชชา 
นักฟังเทศน์ที่ดี 
(คือ) มองเห็นความแปรปรวนของสังขาร  
เพราะจิตเขาไม่มัวเมา มีสติ ไม่ประมาท

หลวงปู่หลุย จันทสาโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

เป็นแค่ผู้เห็น ปลอดภัยแล้ว


เคล็ดลับของการปฎิบัติคือ อย่าเข้าไปเป็น 
ให้เป็นผู้รู้ เป็นผู้ดู 
อย่าเข้าไปเป็นมัน ถ้าเข้าไปเป็นมัน ไม่ใช่นักปฏิบัติ 
เพราะเวลาเราไม่ปฏิบัติ เราก็เข้าไปเป็นอยู่แล้ว
เวลาเกิดความโกรธ เราก็โกรธ 
เวลาเกิดความรัก เราก็รัก 
แต่นักปฏิบัติจะต้องเห็น 
เห็นความโกรธ เห็นความรัก 
เห็นความเบื่อ เห็นความขี้เกียจ 
แต่ไม่ได้เข้าไปเป็นผู้ขี้เกียจด้วย นี่ปลอดภัยแล้ว
ทุกข์จะเกิดขึ้นที่กายมากน้อยแค่ไหน แต่ใจเป็นผู้เห็น 
ความคิดจะปรุงแต่งให้ใจเราเศร้าหมองแค่ไหน 
ใจเราก็ไม่ได้ไปเศร้าหมองด้วย 
เป็นแค่ผู้เห็น ปลอดภัยแล้ว

อ.กำพล ทองบุญนุ่ม

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา