สำหรับผู้มุ่งหวังต่อแดนพ้นทุกข์



สำหรับผู้มุ่งหวังต่อแดนพ้นทุกข์ 
การเมตตาจิตใจของตัวเองและคนอื่นเป็นสิ่งสำคัญ 
การบำรุงรักษาจิตใจของตัวเองให้อยู่เหนือความโลภ-โกรธ-หลงเป็นสิ่งสำคัญ 
การแผ่เมตตาด้วยกระแสจิตใจเป็นสิ่งสำคัญ 
การให้อภัยทานเป็นสิ่งสำคัญ 
การกำหนดให้มีความรู้สึกอยู่ก็ยิ่งเป็นสิ่งสำคัญ 
ฉะนั้นขอให้พวกเราทั้งหลายกำหนดสติลงเต็มที่
ทำความ..รู้สึกอยู่ รู้สึกอยู่ รู้สึกอยู่

พระอาจารย์ชายแดน สีลสุทโธ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะเราไม่เห็นความคิด



ความคิดเป็นธรรมชาติทางนามธรรมชนิดหนึ่ง 
ซึ่งมีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อวิถีชีวิตและจิตวิญญาณของเรา 
เราคุ้นเคยและอยู่กับความคิดเกือบตลอดเวลา 
แต่เราแทบจะไม่รู้จักความคิดและกลไกการทำงานของมันในตัวเราเลย 
ทั้งนี้เนื่องจากความคิดนั้นมีความเร็วกว่าแสงฟ้าแลบและไหลต่อเนื่องเหมือนสายน้ำ 
ความคิดมีสองประเภท 
ความคิดชนิดหนึ่ง มันเกิดขึ้นมาแวบเดียวมันไปเลย 
ความคิดชนิดนี้มันนำโทสะ โมหะ โลภะเข้ามา 
ความคิดอีกอย่างหนึ่ง เป็นความคิดที่เราตั้งใจคิดขึ้นมา 
ความคิดชนิดนี้ไม่นำโทสะ โมหะ โลภะเข้ามา 
เพราะความคิดชนิดนี้เราตั้งใจคิดขึ้นมาด้วยสติปัญญา 
ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะเราไม่เห็นความคิด 
แต่ตัวความคิดจริงๆ นั้นมันไม่ได้มีความทุกข์ 
สาเหตุที่มันมีความทุกข์เกิดขึ้นคือ 
เมื่อเราคิดขึ้นมา เราไม่ทันรู้ ไม่ทันเห็น ไม่ทันเข้าใจความคิดอันนั้น 
มันก็เลยเข้าไปในความคิด เป็นโลภ เป็นโกรธ เป็นหลงไป 
แล้วมันก็นำทุกข์มาให้เรา 
เมื่อเราไม่รู้วิธีแก้ไข มันก็คิด คิดอันนั้น คิดอันนี้ 
คนเราจึงอยู่ด้วยทุกข์ กินด้วยทุกข์ นั่งด้วยทุกข์ นอนด้วยทุกข์ 
ไปไหนมาไหนด้วยทุกข์ทั้งนั้น 
เอาทุกข์นั่นแหละเป็นอารมณ์ไป 
แต่ถ้ามาเจริญสติให้รู้เท่าทันความคิด 
พอดีมันคิดปุ๊บ..ทันปั๊บ คิดปุ๊บ..ทันปั๊บ มันไปไม่ได้ 
มันจะทำให้จิตใจของเราเปลี่ยนแปลงที่ตรงนี้ 
ความเป็นพระอริยบุคคลจะเกิดขึ้นที่ตรงนี้ 
หรือเราจะได้ต้นทางหรือกระแสพระนิพพานที่ตรงนี้..

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



รู้สึกตัวออกจากโลกความคิดก่อนคิดปล่อยวาง



จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นถึงความเป็นเช่นนั้นเอง



"ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต"..
จริงๆ แล้ว ตถาคต มีความหมายอีกอย่างหนึ่งว่า "พระผู้รู้ตถธรรม" 
คือ ธรรมที่เป็นเช่นนั้นของมันเอง
มีความหมารยเช่นเดียวกับคำว่า "ตถตา"
ฉะนั้นจึงมีความหมายว่า ผู้ใดเห็นธรรม
ผู้นั้นก็เห็นถึงความเป็นเช่นนั้นของมันเอง
ซึ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัยทุกๆ เหตุการณ์
ไม่ว่าจะดี-ร้าย สมหวัง-ผิดหวัง หรืออื่นๆ
ล้วนไม่ใช่เป็นตัวกำหนดสุขหรือทุกข์
เพราะมันเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยของมันเช่นนั้นเอง
แต่ใจเราต่างหากที่ไปทำปฏิกิริยากับมัน
หรือคิดไปต่างๆ นานา (สังขาร)
แล้วก็เลยออกมาเป็น "สุข" หรือ "ทุกข์"
ภายหลังที่เกิดการปรุงแต่งเข้าให้แล้ว 

อ.ทวีศักดิ์ คุรุจิตธรรม

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


สำนักปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ



..สำนักปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เวลาปฏิบัติธรรมก็ปฏิบัติไปที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่แหละ 
พอตาเห็นรูปปั๊ป นั่นแหละก็ปฏิบัติธรรมไปตรงนั้น ฯลฯ
ทีนี้เวลาปฏิบัติ เวลาไหนสำคัญที่สุดรู้ไหม เวลากระทบอารมณ์..
ดูเข้าไปที่ความรู้สึกสดๆ ที่เกิดขึ้นที่จิต 
ยินดีก็เหมือนถูกตบแก้มซ้าย ยินร้ายก็เหมือนถูกตบแก้มขวา 
ถ้าไม่อยากถูกตบทั้งขวาและซ้ายก็วางใจเป็นอุเบกขา ก็คือเข้าไปรู้..
ท่านไม่ได้ห้ามให้ดีใจ และเสียใจ 
แต่ให้รู้เท่าทัน และก็ไม่หลงไปในอารมณ์นั้น..

พระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณฺโณ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา





ค่อยๆ สะสมความรู้สึกตัว ใจจะมีสุข



จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

สงบนิ่งภายในการเคลื่อนไหว



สัตว์ทั้งหลายย่อมเคลื่อนไหว
วัตถุทั้งปวงย่อมหยุดนิ่ง
ใครฝึกตนให้เป็นผู้ไร้ความเคลื่อนไหว
ย่อมไม่ได้ประโยชน์อะไร นอกจากทำตนให้แน่นิ่งอย่างวัตถุ
ถ้าท่านจะหาความสงบนิ่งที่ถูกแบบ
ก็ควรเป็นความสงบนิ่งภายในการเคลื่อนไหว

ท่านเว่ยหล่าง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ทำอะไรให้ใจระลึกรู้อยู่กับสิ่งนั้น




ทำอะไรให้ใจระลึกรู้อยู่กับสิ่งนั้น
ไม่อยากไม่หวังไม่เอาไม่มีไม่เป็น...
สิ่งที่ตามมาคือปัญญาเกิด
คือเห็นปรากฏการณ์ทั้งหลาย 
เป็นเพียงทุกข์เกิดดับเท่านั้น

หลวงตาสุริยา วัดป่าโสมพนัส 
(ส.มหาปัญโญภิกขุ)

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ภาวนาทำได้ยาก



จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ใจมีหน้าที่เพียงแต่ "รับรู้" แล้ว "วาง" เท่านั้น



..ใจมีหน้าที่เพียงแต่ "รับรู้" แล้ว "วาง" เท่านั้น..
ความจริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างมีความพอดีของมันอยู่แล้ว
เพียงแต่ใจอย่าเข้าไปยุ่งปรุงแต่งให้วุ่นวาย
แต่ให้คอยดู รู้ เห็นเขาไป
ถ้าเห็นเขาทำผิดก็ช่วยบอกช่วยเตือนเขา
ให้ทำไปตามหน้าที่ ก็จะสบายตามเดิมของธรรมชาติ
เมื่อใจเป็นธรรมชาติแล้ว ย่อมไม่มีทุกข์ไม่มีสุข
ไม่มีเกิดไม่มีตาย ไม่มีภพไม่มีชาติ
ไม่มีบาปไม่มีบุญ หมดกรรมหมดเวร
หมดสมมุติบัญญัติ  ไม่มีตัวไม่มีตน มีแต่ธรรมล้วนๆ
ถ้าใจออกจากธรรมชาติ คือออกไปจากหน้าที่ของใจ
แล้วไปปรุงแต่งสิ่งต่างๆ ขึ้นมา เพราะอวิชชาความไม่รู้เท่าทัน
ย่อมทำให้เกิดตัณหาความอยาก พาให้เกิดทุกข์
เกิดกรรมดีกรรมชั่ว เกิดบุญเกิดบาปไม่จบไม่สิ้น

หลวงปู่คูณ สิริจันโท

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา