ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นถึงความเป็นเช่นนั้นเอง



"ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต"..
จริงๆ แล้ว ตถาคต มีความหมายอีกอย่างหนึ่งว่า "พระผู้รู้ตถธรรม" 
คือ ธรรมที่เป็นเช่นนั้นของมันเอง
มีความหมารยเช่นเดียวกับคำว่า "ตถตา"
ฉะนั้นจึงมีความหมายว่า ผู้ใดเห็นธรรม
ผู้นั้นก็เห็นถึงความเป็นเช่นนั้นของมันเอง
ซึ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัยทุกๆ เหตุการณ์
ไม่ว่าจะดี-ร้าย สมหวัง-ผิดหวัง หรืออื่นๆ
ล้วนไม่ใช่เป็นตัวกำหนดสุขหรือทุกข์
เพราะมันเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยของมันเช่นนั้นเอง
แต่ใจเราต่างหากที่ไปทำปฏิกิริยากับมัน
หรือคิดไปต่างๆ นานา (สังขาร)
แล้วก็เลยออกมาเป็น "สุข" หรือ "ทุกข์"
ภายหลังที่เกิดการปรุงแต่งเข้าให้แล้ว 

อ.ทวีศักดิ์ คุรุจิตธรรม

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


สำนักปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ



..สำนักปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เวลาปฏิบัติธรรมก็ปฏิบัติไปที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่แหละ 
พอตาเห็นรูปปั๊ป นั่นแหละก็ปฏิบัติธรรมไปตรงนั้น ฯลฯ
ทีนี้เวลาปฏิบัติ เวลาไหนสำคัญที่สุดรู้ไหม เวลากระทบอารมณ์..
ดูเข้าไปที่ความรู้สึกสดๆ ที่เกิดขึ้นที่จิต 
ยินดีก็เหมือนถูกตบแก้มซ้าย ยินร้ายก็เหมือนถูกตบแก้มขวา 
ถ้าไม่อยากถูกตบทั้งขวาและซ้ายก็วางใจเป็นอุเบกขา ก็คือเข้าไปรู้..
ท่านไม่ได้ห้ามให้ดีใจ และเสียใจ 
แต่ให้รู้เท่าทัน และก็ไม่หลงไปในอารมณ์นั้น..

พระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณฺโณ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา





ค่อยๆ สะสมความรู้สึกตัว ใจจะมีสุข



จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

สงบนิ่งภายในการเคลื่อนไหว



สัตว์ทั้งหลายย่อมเคลื่อนไหว
วัตถุทั้งปวงย่อมหยุดนิ่ง
ใครฝึกตนให้เป็นผู้ไร้ความเคลื่อนไหว
ย่อมไม่ได้ประโยชน์อะไร นอกจากทำตนให้แน่นิ่งอย่างวัตถุ
ถ้าท่านจะหาความสงบนิ่งที่ถูกแบบ
ก็ควรเป็นความสงบนิ่งภายในการเคลื่อนไหว

ท่านเว่ยหล่าง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ทำอะไรให้ใจระลึกรู้อยู่กับสิ่งนั้น




ทำอะไรให้ใจระลึกรู้อยู่กับสิ่งนั้น
ไม่อยากไม่หวังไม่เอาไม่มีไม่เป็น...
สิ่งที่ตามมาคือปัญญาเกิด
คือเห็นปรากฏการณ์ทั้งหลาย 
เป็นเพียงทุกข์เกิดดับเท่านั้น

หลวงตาสุริยา วัดป่าโสมพนัส 
(ส.มหาปัญโญภิกขุ)

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ภาวนาทำได้ยาก



จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ใจมีหน้าที่เพียงแต่ "รับรู้" แล้ว "วาง" เท่านั้น



..ใจมีหน้าที่เพียงแต่ "รับรู้" แล้ว "วาง" เท่านั้น..
ความจริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างมีความพอดีของมันอยู่แล้ว
เพียงแต่ใจอย่าเข้าไปยุ่งปรุงแต่งให้วุ่นวาย
แต่ให้คอยดู รู้ เห็นเขาไป
ถ้าเห็นเขาทำผิดก็ช่วยบอกช่วยเตือนเขา
ให้ทำไปตามหน้าที่ ก็จะสบายตามเดิมของธรรมชาติ
เมื่อใจเป็นธรรมชาติแล้ว ย่อมไม่มีทุกข์ไม่มีสุข
ไม่มีเกิดไม่มีตาย ไม่มีภพไม่มีชาติ
ไม่มีบาปไม่มีบุญ หมดกรรมหมดเวร
หมดสมมุติบัญญัติ  ไม่มีตัวไม่มีตน มีแต่ธรรมล้วนๆ
ถ้าใจออกจากธรรมชาติ คือออกไปจากหน้าที่ของใจ
แล้วไปปรุงแต่งสิ่งต่างๆ ขึ้นมา เพราะอวิชชาความไม่รู้เท่าทัน
ย่อมทำให้เกิดตัณหาความอยาก พาให้เกิดทุกข์
เกิดกรรมดีกรรมชั่ว เกิดบุญเกิดบาปไม่จบไม่สิ้น

หลวงปู่คูณ สิริจันโท

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ความเพียรในการภาวนาคือหมั่นเฝ้ารู้



จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

มรรคผลนิพพานยังเป็นสิ่งที่เป็นไปได้



มรรคผลนิพพานในยุคนี้
ก็ยังเป็นสิ่งที่เป็นไปได้สำหรับทุกคน
คือท่านสอนไว้ว่า “ตราบใดที่ยังมีผู้เจริญสติปัฏฐาน
โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์”
เพราะฉะนั้น ถ้าพวกเราทุกคนในที่นี้เจริญสติปัฏฐาน 
พวกเราก็มีโอกาสที่จะบรรลุมรรคผลนิพพาน
กับเขาบ้างเหมือนกัน

อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ความเพียรที่ต้องฝึกให้เป็นนิสัย



การภาวนานั้น การรู้ตัวทั่วพร้อมสำคัญที่สุด
ก็คือการมีสติสัมปชัญญะ
คำว่าสติสัมปชัญญะนี้ ไม่ใช่สติของคนธรรมดาทั่วไป
แต่เป็นสติของนักปฏิบัติโดยตรง
สติคือตัวระลึก สัมปชัญญะคือการรู้ตัว
เราต้องมีสติให้มีการรู้ตัวอยู่ตลอด
การรู้ตัวนี้ ไม่จำเป็นที่จะต้องเอาความรู้สึกนี้
ไปไว้ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย
เพียงแต่ให้มีความรู้สึกตื่นขึ้นที่ใจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
การตื่นนี้ตื่นเพื่ออะไร
ก็เพื่อคอยดูว่ามีสิ่งใดกระทบ
ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
เมื่อมีสิ่งกระทบแล้ว เรามีความรู้สึกอย่างไร
มีความโลภ ความโกรธหรือไม่
มีอารมณ์ดีชั่วเช่นไร
พิจารณาดูว่าอารมณ์หรือสิ่งที่เกิดขึ้น
เป็นคุณหรือเป็นโทษกับตนเองหรือไม่
ให้เราเห็นและพิจารณาใคร่ครวญเช่นนี้
อยู่ตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง ยกเว้นหลับ
นี่คือความเพียร ที่เราต้องฝึกให้เป็นนิสัย
มีความเพียรเป็นหลักให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา
ไม่ว่าจะเป็นยืน เดิน นั่ง นอน
หรือทำสิ่งอื่นใดอยู่ในอิริยาบถทั้ง ๔
นี่คือสติสัมปชัญญะ

ลุงหวีด บัวเผื่อน

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา