เวียนว่ายเพราะไม่เชื่อความคิดเป็นมายา



ความคิดแท้ที่จริงมันเป็นเพียงมายา 
สิ่งที่มนุษย์คิดไม่ว่าคิดอะไรล้วนเป็นมายา
เป็นของไม่จริง เป็นของหลอกลวง 
แต่น่าสงสารที่ไม่มีมนุษย์เชื่อเช่นนี้ 
มนุษย์จึงต้องเวียนว่ายตายเกิด
ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด 
จนกว่าจะรู้ว่า สิ่งที่คิดมันคือของไม่จริง 
คิดน่ะคิดได้ แต่ขอให้รู้ว่ามันเป็นของไม่จริง 
ทำได้ระดับนี้ก็จะพบความว่าง
ทุกๆ ครั้งที่คิดว่าสิ่งที่คิดมันไม่ใช่ของจริง

สมสุโขภิกขุ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

นิพพานอยู่ที่จิตหลุดพ้นปราศจากนึกคิด



พระพุทธเจ้าตรัสว่า ท่านทั้งหลาย
อย่าได้กลัวต่อคำว่านิพพานเลย 
เพราะนิพพานคำนี้ เป็นชื่อของความสุข
ที่แท้นิพพานก็อยู่ที่จิตหลุดพ้นปราศจากนึกคิด 
ที่เรียกว่าสังขารนั่นเอง 
ดังพุทธองค์ตรัสแก่พราหมณ์ว่า 
สงฺขารานํ ขยํ ยตฺวา อกตญฺญูสิพฺราหฺมณ 
แปลว่าท่านรู้ความสิ้นไปแห่งสังขารทั้งหลายแล้ว 
จักรู้นิพพานที่ปัจจัยทำไม่ได้นะ พราหมณ์ฯ
เป็นอันว่าเมื่อเรามาฝึกหัดทำใจ ให้ปราศจากนึกคิด 
คือสังขารได้ตาม "หลักภาวนา"
ก็ย่อมจะถึงนิพพานได้ โดยไม่ต้องสงสัย 
เพราะนิพพานใช่เมืองฟ้า เมืองพรหมที่อื่น
แต่เมืองฟ้าเมืองพรหมที่ใจนี่เอง

หลวงปู่ดาบส สุมโน

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


การเห็นอย่างที่เป็น จิตต้องตั้งมั่น



จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ฆราวาสไม่สามารถบรรลุธรรมเป็นเพียงความนึกคิด



...ที่ถือกันนักถือกันหนาว่า 
ฆราวาสไม่สามารถปฏิบัติให้ถึงมรรคผลนิพพานได้ 
อันนี้ก็ได้แต่นึกคิดกันไป คาดหมายกันไป 
คิดว่าคงจะถึงไม่ได้หรอก เพราะเราไม่ใช่พระ 
เรายังมีกิเลสเต็มตัว เรายังมีครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบอยู่ 
มันก็ปรุงไป จริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้มันเป็นความคิดเท่านั้นเอง 
เป็นความคิดที่กิเลสหลอกมา 
เป็นกิเลสตัวหนึ่งที่มันปั้นขึ้นมาเป่าหูเจ้าของว่า อย่าไปปฏิบัติเลย เกินบุญ 
มันเลยบุญวาสนาของฆราวาสที่จะทำอย่างนั้นได้ แล้วเราก็ไปเชื่อมันอีก 
แทนที่จะฉลาดขึ้นก็โง่ลงไปอีก 
หลอกเราให้ตกนรกหมกไหม้หมุนเวียนเปลี่ยนไปใน ๓ แดนนี้ 
จะทำความดี จะปฏิบัติพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง 
มันก็มาขวางกั้นซะ เหมือนกับตัดหนามมาขวางทางตัวเองอย่างนั้น 
ขุดบ่อขุดเหวมาขวางเราไว้ ด้วยความคิดนิดเดียวเท่านี้ 
มันก็สามารถปิดกั้นทางเดินของเราได้
นี่ก็เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ท่านพยายามจะแนะนำสั่งสอนเรา..

ลุงหวีด บัวเผื่อน

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ไม่ยินดียินร้ายคือทางเห็นธรรมะ



เมื่อเรามีสติรู้เท่าทันตรงนี้นะ กิเลสก็ไม่เกิดตรงนี้
ภพชาติก็ไม่เกิดตรงนี้ 
ตรงนี้แหละ ตรงที่ไม่ยินดีแล้วก็ไม่ยินร้าย
ตรงนี้เป็นทางที่เราจะได้เห็นธรรมะ 
เป็นแนวทางที่พวกเรานั้นจะได้บรรลุเสียซึ่งธรรมะ 
ซึ่งฆราวาสทั้งหลายก็ทำได้ ปฏิบัติได้

พระอาจารย์อนันต์ อกิญจโน

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ภาวนาถึงระดับใด ก็ต้องมี "รู้"



จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ทุกครั้งที่ดูจิตจะเกิดญาณ



ทุกครั้งที่เรามีการย้อนกลับมาดูจิตใจ 
จะเกิด “ญาณ” หรือ “ปัญญา” ซึ่งจะมีการหยั่งรากลึก
ลงไปทีละน้อยๆ ในทุกขณะ ที่เกิด ‘สติ’
ฝึกบ่อยๆ จะทําให้การรู้ การเห็น 
การได้ยิน ได้สัมผัส นั้นไม่เหมือนเดิม 
การติดอยู่ในอารมณ์ต่างๆ จะค่อยๆ สั้นลง 
จะไม่จมอยู่ในความคิดยาวนานเหมือนก่อน 
หากรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ 
ก็แสดงว่าการรู้เห็นวงจรปฏิจสมุปบาทนั้น ได้เริ่มขึ้นแล้ว

หลวงพ่อมนตรี อาภัสสโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ทางสายกลางเกิดขึ้นเมื่อรู้เท่า



จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ผู้มีปัญญาจึงระวังความคิด


ยามใดที่ชีวิตประสบกับความทุกข์ 
ใจจะทำร้ายตนเองอย่างหนัก 
ด้วยความนึกคิดแต่เรื่องเลวร้าย 
การคิดเรื่องร้ายๆ เป็นการซ้ำเติมความทุกข์
ให้แก่จิตใจเพิ่มได้มากกว่า
ทุกข์ที่รับกระทบจากภายนอกหลายเท่านัก 
ผู้มีปัญญาจึงระวังความคิด 
ดูความคิดอย่างรู้เท่าทัน ไม่เชื่อความคิด 
ความคิดจึงไม่สามารถทำร้ายจิตใจได้อีก

พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


สติมีความจำเป็นจริงๆ



สตินี่ถ้าจะเปรียบแล้ว ก็เหมือนกับนายประตู 
รักษาพระราชาอยู่ในพระราชวัง 
ใครไปใครมา นายประตูนั้นต้องตรวจ ต้องรู้ทั้งนั้น 
ถ้าเป็นคนไม่ดีก็ไม่ให้เข้า ถ้าเป็นคนดีก็ให้เข้าไป 
อันสตินี้ก็เป็นเช่นนั้นแหละ คอยระวังรักษาจิตอยู่.. 
เพราะฉะนั้นสตินี้มันจำเป็นจริงๆ เราต้องใช้ 
เรียกว่าสตินี้บำเพ็ญเจริญให้มากเท่าไรยิ่งดี 
แต่ว่าคุณธรรมอื่นๆ นั้น ถ้าเจริญมากเกินไปมันเสีย 
อย่างสมาธิอย่างนี้ หากไปทำแต่สมาธิสงบอยู่นั่นแหละ 
หน่อยหนึ่งก็เกิดความง่วงเหงาหาวนอน แล้วปัญญาก็ไม่มี 
อย่างนั้นเรียกว่าสมาธิมันมากเกินไป

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา