จิตว่างจากอารมณ์นั้นมีอยู่แล้ว เป็นของเดิม



จิตว่างจากอารมณ์นั้นมีอยู่แล้ว เป็นของเดิม..
มีความบริสุทธิ์และใสสว่างอยู่ในตัวเหมือนดวงแก้วมณี 
ไม่มีรักมีชังมาก่อน เมื่อเราต้องการจะขุดคุ้ยหากันจริงๆ ก็ย่อมจะพบได้
จิตเดิมแม้ไม่มีรูปร่าง สูงต่ำ ดำแดงอย่างใด 
ก็ยังบ่งบอกความสุขสงบ ของตัวเองให้รู้อยู่บ้าง 
เช่นเวลารู้สึกตัวตื่นจากหลับ หรือเวลาก่อนจะหลับ 
จิตยังมิได้คิดอะไร และจิตสู่ภวังค์ขาดความคิด 
นั่นบ่งบอกถึงสภาพเดิมว่าเป็นธรรมชาติสงบ 
ผุดผ่องไม่มีอารมณ์นึกอารมณ์คิด 
มีอยู่แล้วแต่เพราะเราไม่มีเวลาที่จะทรงความรู้สึกนั้นไว้ได้
มีอยู่แล้ว อย่างไร ที่ไหน 
คือมีอยู่คู่กับความรู้สึกตัว และทั่วไปในความรู้สึกตัว..

หลวงปู่ดาบส สุมโน

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

คนทำวิปัสสนารักษาจิตเดิมแท้ได้ดีกว่าสมถะ



จิตเดิมแท้ของเราทุกคน มันไม่มีนิวรณ์ใดๆ ครอบงำมาก่อน
มันใสสะอาดบริสุทธิ์เหมือนจิตของเด็ก..
เมื่อถูกความคิดปรุงแต่งเข้ามารบกวนแล้ว จิตนั้นจึงเศร้าหมองไป..
และคนที่รู้จิตนี้ก็คือผู้ที่ได้ผ่านการปฏิบัติภาวนามาแล้วเท่านั้น
คนที่รู้จักทำวิปัสสนาย่อมรักษาจิตชนิดนี้ได้ดีกว่าคนที่รู้เพียงสมถะภาวนา
สามารถพัฒนาให้ดำรงอยู่ได้ยาวนาน และสามารถนำจิตแบบนี้
มาประยุกต์ใช้งานให้เกิดประโยชน์แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างกว้างขวาง
และมีประสิทธิภาพมากกว่าคนธรรมดาหลายเท่าทีเดียว

หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

คุณภาพของจิตที่จะรับธรรมก็สำคัญ



จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ความทุกข์เกิดขึ้น เพราะขาดสติ



ความทุกข์เกิดขึ้น เพราะขาดสติ หลงส่งจิตออกนอกกาย
หรือหลงส่งจิตออกนอกจากปัจจุบัน
ด้วยการหลงคิด ปรุงแต่งยึดถือสิ่งต่างๆ 
ทั้งภายนอกและภายในร่างกายตนเอง
ถ้าจิตกับกายอยู่ด้วยกัน คือมีสติสัมปชัญญะ 
รู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่กับปัจจุบัน หรือตัวอยู่ไหน ใจอยู่นั่น
กายทำอะไร ใจอยู่กับสิ่งนั้น ในทุกขณะปัจจุบัน
ไม่หลงคิดไป ก็จะไม่มีกิเลสและความทุกข์

หลวงตาณรงค์ศักดิ์ ขีณาลโย

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

เมื่อ "จิตถึงจิต" แล้วจริงๆ



เมื่อ "จิตถึงจิต" แล้วจริงๆ หมดสงสัยในภพในชาติ 
แม้ไม่บรรลุถึงอริยมรรคใดๆ แต่ก็มั่นพระรัตนตรัย 
บุญเราก็ไม่เอา บารมีเราก็ไม่สร้าง มรรคก็ไม่ถามหา 
นิพพานก็ไม่หมาย เพราะจิตมันเป็นธรรมดาอยู่อย่างนั้น
วิบากกรรมที่ทำมา ยังคงมี แต่จิตไม่รับ เพราะไม่ส่งออก 
ไม่หวั่นไหวในผลแห่งกรรมนั้น 
ดังนั้น การจะไปแก้กรรม พ่นน้ำหมาก เป่าน้ำมนต์มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้ 
เพราะวิบากแห่งกรรม ก็เนื่องมาจากเจ้าของทำมา กรรมไงก็มันตามมาแน่นอน
จะหลีกหนีไปไม่ได้ แต่จิตเมื่อถึงจิตแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวในวิบากเหล่านั้น 

หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ความไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม



จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

เอารู้สุข รู้ทุกข์ รู้บุญ รู้บาป



ให้วางสุข วางทุกข์นั้น 
มีบุญก็ไม่เอา มีบาปก็ไม่เอา 
เอารู้สุข รู้ทุกข์ รู้บุญ รู้บาป
เข้าสายกลางเป็นยอดแห่งความสุขเสมอไป

หลวงปู่หลุย จันทสาโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

เราไม่มีปัญญา มองไม่เห็น เราเลยหลงกัน



ร่างกายของเราก็เป็นการรวมตัวของธาตุทั้ง ๔ คือดิน น้ำ ลม ไฟ 
แล้ววันหนึ่งร่างกายนี้ก็จะละลายไปเหมือนน้ำแข็ง..
เราจึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งเหล่านี้ว่า เป็นตัวเราเป็นของเรา 
เพราะถ้าเรายึดแล้ว มันจะทำให้เราอยากให้มันอยู่กับเรา 
แล้วพอเราอยากแล้ว มันจะทำให้เราทุกข์..
ร่างกายคนอื่นจะตาย เราทุกข์หรือเปล่า..
ตายก็ตายไปสิเรื่องของเขา ใช่ไหม 
ร่างกายที่เราคิดว่าเป็นตัวเราของเรา
ก็เหมือนกันกับร่างกายของคนอื่น ไม่ได้เป็นของเรา 
แต่เราไม่มีปัญญา มองไม่เห็น เราเลยหลงกัน 
ไปยึดไปติดกับร่างกาย แล้วก็อยากให้มันไม่ตาย ก็เลยทุกข์กัน 

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ร้อนใจดับได้ด้วยการรู้



จากหนังสือ เพียงแค่รู้สึกตัว โดย พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ความเห็นว่ามีตัวตน ทำให้จิตกระด้างกระเดื่อง



"เราไม่กลัวใคร ใครด่ามาเราก็ต้องด่าตอบ ใครตีมาเราก็ตีตอบ" 
"เราไม่กลัวใคร" ไอ้ความนึกคิดอย่างนี้ ท่านเรียกว่า "ทิฏฐิมานะ" 
ความเห็นว่ามีตัวมีตน มีเรามีเขา 
มันทำให้จิตกระด้างกระเดื่อง 
ไม่ยอมสละสิ่งที่ชั่วร้ายออกจากจิตใจ..
ไม่วางตนให้เป็นไปตามคำสอนของพระพุทธเจ้า.. 
ประพฤติไปตามอำนาจของมานะทิฏฐิ 
มันก็ได้ทะเลาะวิวาทกันอยู่วันยันค่ำอย่างนั้นแหละ .. 

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา