รู้ไม่ใช่กำหนดรู้ ..แต่สักแต่ว่ารู้




ฝึกตามรู้จิต/สังเกตจิต จิตจะรู้สึกอย่างไร
(ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี) ก็รู้แค่นั้น (อย่าคิดวิพากษ์ต่อ)
ไม่ใช่ดักรู้จิต ไม่ใช่เพ่ง ไม่ใช่เผลอ/ลืมตัว แต่ฝึกรู้สึกตัว
(รู้เนื้อรู้ตัว) อย่างง่ายๆ สบายๆ เอาไว้เสมอๆ ไม่ว่าจะทำอะไร
(เมื่อ “รู้” แล้วก็ไม่ใช่อยากหรือพยายามประคองตัวรู้เอาไว้)
รู้ไม่ใช้คิด (เว้นมีกิจการงานที่ต้องใช้ความคิด)
รู้ไม่ใช่กำหนดรู้ ..แต่สักแต่ว่ารู้


หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
จากหนังสือ “หลวงปู่ฝากไว้”

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

จงรักษาอินทรีย์ ที่รูป, เสียง, กลิ่น, รส, และผัสสะทั้งหลาย





จงรักษาอินทรีย์ ที่รูป, เสียง, กลิ่น, รส, 
และผัสสะทั้งหลาย 
เพราะว่า ทวารเหล่านี้ถูกเปิดทิ้งไว้ไม่รักษา 
ย่อมจะถูกโจรคือกิเลสปล้นเอา 
เหมือนพวกโจรปล้นบ้าน ฉะนั้น
ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดี ฉันใด 
ราคะย่อมจะรั่วไหลไปสู่จิต
ที่ไม่ได้อบรมแล้ว ฉันนั้น


วิสุทธิมรรค เล่ม ๑ ภาคศีล ปริเฉทที่ ๑ สีลนิเทศ 
หน้าที่ ๕๑ – ๕๕


ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

พอใจว่าสติดีมั่นคง ก็เป็นความเศร้าหมองของวิปัสสนา




นิกันติ คือ การเข้าไปยินดีพอใจ เข้าไปติดใจ 
เข้าไปหลงใหลกับสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเหล่านั้น 
อันนี้แหละที่ทำให้วิปัสสนาเศร้าหมอง วิปัสสนาเจริญต่อไปไม่ได้..
คือ มันไม่เห็นความเกิดดับ 
ถ้าเรามีความสงบ แล้วเราพอใจ ติดใจอยู่กับความสงบ ...
มีปีติแล้วยินดีติดใจอยู่กับปีติ 
มีสุขแล้วก็ยินดีติดใจอยู่กับความสุข
มีปัญญาก็ติดใจพอใจอยู่กับปัญญา..
แม้แต่สติ...สติที่เกิดขึ้นมาคล่องแคล่วว่องไว รับรู้เท่าทัน 
เกิดความยินดีพอใจว่าเรามีสติดีมั่นคง 
ก็เป็นความเศร้าหมองของวิปัสสนาได้ 
ฉะนั้น ท่านจึงสอนให้ละความยินดีติดใจ
เกิดปีติก็เข้าไปรู้แล้วก็ดูจิต มีความพอใจติดใจไหม
ถ้ามีความพอใจติดใจ ก็รู้เท่าทันเพื่อคลี่คลายให้จิตปรกติ


พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ความคิดมันกลัวสติ กลัวเรารู้ทัน




การเอาชนะความคิดนั้น ก็ต้องอาศัยความรู้สึกตัวนี่แหละ
รู้ให้ทันในความคิดที่มันเกิดขึ้น
ถ้าไม่มีความรู้สึกตัวนี่ เอาชนะความคิดไม่ได้
รู้ไหมว่าความคิดนี่มันกลัวอะไร
ความคิดมันกลัวสติ กลัวเรารู้ทัน
ถ้าเรารู้ทันเมื่อไร ความคิดมันเกิดขึ้นแล้วก็จะดับไปเลย


อ.กำพล ทองบุญนุ่ม

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

อธิศีล ศีลที่รักษาคนปฏิบัติ




เวลาเรามีสติเพิ่มขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง
ที่เราสามารถมองเห็นความคิดของตัวเอง 
เห็นความรู้สึกของตัวเอง เห็นเจตนาในใจตัวเอง 
ต่อไปเราจะไม่ใช่คนรักษาศีล 
แต่ว่าศีลจะรักษาเรา
ตอนที่เรายังไม่ได้ฝึก เราต้องรักษาศีล 
การที่ต้องรักษานี้แสดงว่าเราไม่อิสระ 
ต้องเป็นข้อๆ เยอะไปหมด 
ยิ่งถ้าเป็นของพระภิกษุยิ่งเยอะใหญ่
แต่เมื่อเราฝึกสติ จะเป็นการรักษาที่ตัวจิต 
ต่อไปไม่ใช่เรารักษาศีลแล้ว 
แต่เป็นศีลที่รักษาเรา ไม่ให้เราทำอะไรผิดพลาดออกมาทางกายทางวาจา 
ต่อไปสติเห็นความคิดปั๊บ ความคิดนั้นก็หยุดลง 
เห็นเจตนาที่ไม่ดี ก็ไม่หลงทำตามมัน 
ไม่นำเราไปทำสิ่งที่ผิดพลาด 
นี้เรียกว่าอธิศีล เป็นศีลที่รักษาคนปฏิบัติ


อ.สุภีร์ ทุมทอง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ถ้าไม่สนใจความฟุ้งซ่าน จะดับไปเอง




..แม้ว่าเวทนาจะแรงกล้าแค่ไหน อย่างตอนเวลานั่งแล้วปวดขา
คือขาปวดก็ปวดไป แต่ฉันจะนั่งของฉันอย่างนี้
เวทนาจะไม่สามารถทำให้เราเป็นทุกข์ แต่เวทนานั้นก็ยังคงมีอยู่
เวลาความฟุ้งซ่านเกิดขึ้น ก็ปล่อยให้ฟุ้งไป 
ถ้าเราไม่สนใจมัน มันก็ดับไปเอง ไม่ต้องไปทุกข์กับมัน


พระอาจารย์ครรชิต อกิญจโน

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

สุขอัศจรรย์เกิดจากรู้ทุกข์สุขในปัจจุบัน




เมื่อใดมีความทุกข์ 
เมื่อนั้นความสุขกำลังจะมา
เมื่อใดมีความสุข 
เมื่อนั้นความทุกข์กำลังจะมา
ถ้าเรามีสติกำหนดรู้ทุกข์และสุข
ที่กำลังเกิดในปัจจุบัน
เราจะพบสุขที่น่าอัศจรรย์
โดยมิอาจจะบรรยายออกมาได้เลย


พระอาจารย์มหาบุญทัน รตนปญฺโญ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา
https://www.facebook.com/Jaturataweep/

เมื่อ “ลูกไม้ของโลก” มีเพียงเท่านี้




ความนึกคิดแห่ง สุข ทุกข์ อุเบกขา ก็ดี
เกิดขึ้นแล้ว ก็แปรปรวน และดับไป เสมอกันทั้งนั้น
เมื่อ “ลูกไม้ของโลก” .. มีเพียงเท่านี้ แล้วนั้น
เราก็ไม่มีหนทางจะไปสงสัยอะไรอีก
มีแต่รู้ตามเป็นจริง ปฏิบัติตามเป็นจริง
พ้นจากความสงสัยตามเป็นจริงเท่านั้น


หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

รู้เห็นเกิดดับคือธรรมจักษุ




..ธรรมชาติธรรมดาทั้งหลายในโลกเกิดเองดับเองเป็นธรรมดา 
ใครเห็นแล้วรู้แล้ว ท่านว่ามีธรรมจักษุ
ผู้เห็นธรรม ต้องศึกษาธรรมชาติให้รู้ธรรมชาติ 
พิจารณาสิ่งแวดล้อมรอบตัว ธรรมชาติไม่มีพิษเป็นภัยกับจิตใจ 
ให้มีใจปรับเข้าได้กับธรรมชาติ 
แต่ธรรมดาของดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศก็มีวิปริตแปรปรวน 
ชีวิตจิตใจก็เป็นธรรมดา มีความแปรปรวน ป่วย เจ็บ แก่ ตาย 
ไม่ควรขุ่นมัวร้อนใจเป็นทุกข์กับธรรมดา..


พระอาจารย์นพพร อาทิจฺจวํโส

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

เมื่อไม่ทำจิตให้ผ่องใสก็ไม่รู้จักของดี




ของดีอยู่ที่จิตใจ เมื่อไม่ทำจิตให้ผ่องใสก็ไม่รู้จักของดี
หาของดีแต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน เมื่อไม่รู้จักจิตใจก็ไม่รู้จักของดี
อยากได้ของดีดี แต่ไม่มีที่เก็บ เอาซ่อนไว้ในเทปเก็บไว้ในหู
ฟังเทศน์ฟังธรรมตามคำบรรยาย
ฟังกันจนตายแต่ไม่มีความรู้...
อยากรู้แต่ไม่อยากทำชอบนั่งกำมือเปล่า 
ให้ของไม่รับเอาน่าเมตตาเอ็นดู
เกิดมาเป็นคนเมื่อไม่ค้นก็ไม่รู้จักทุกข์ 
จิตเพลิดเพลินด้วยความสนุกจึงมองทุกข์ไม่เห็น

หลวงปู่เปลื้อง ปัญญวันโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา