การสลัดคืน การไม่เอาอะไร จะทำให้จิตเป็นอิสระ




ถ้าเราเที่ยวนึกคิดไปต่างๆ นานา 
จิตก็มีการปรุงแต่งไปสารพัด 
ล้วนแต่จะเป็นความสกปรก เศร้าหมอง 
อยู่กับดีๆ ชั่วๆ ตัวตนของเรา ของเขา 
จนจิตนี้ก็จะถูกผูกมัดทำให้หมดอิสระ
การสลัดคืน การไม่เอาอะไร 
จะทำให้จิตนี้เป็นอิสระขึ้นมา 
มันก็เป็นเรื่องตรงไปตรงมาง่ายๆ อย่างนี้


ท่าน ก.เขาสวนหลวง

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ไม่มีความจำเป็นต้องไปละนั่นละนี่





การที่ใครๆ จะปฏิบัติให้ถึงมรรคผล เป็นพระโสดาบัน 
เป็นพระสกิทาคามี เป็นพระอนาคามี เป็นพระอรหันต์ 
จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปละนั่นละนี่ 
ที่แท้การคิดว่าจะละ..จะละความโลภ ละความโกรธความหลง 
คิดจะละอย่างนั้นมันกลับผิด เพราะเราจะละสิ่งใด 
เราต้องรู้เห็นตามความเป็นจริง และตามความเป็นจริงแล้ว 
เราไม่อาจจะละอะไรได้ทั้งนั้น มีแต่มันละเราเพราะว่าเรายึดมันไว้


หลวงปู่เจือ สุภโร

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

คุณค่าด้านจิตใจ ต้องอาศัยการสละออก




การใช้ชีวิตเพื่อการเสียสละหรือการปล่อยวาง 
ไม่ใช่เรื่องของการได้หรือการเอา 
แม้แต่การได้ฌานก็ยังเป็นเรื่องของการสละออกไป 
ไม่ใช่เรื่องของการบรรลุถึง เมื่อเราสละละวางได้มากเท่าใด 
ปล่อยวางออกไปได้มากเท่าใด 

หลังจากนั้น สภาวะของฌาน ก็จะเกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ


พระอาจารย์สุเมโธ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

การหลงอยู่ในฌาน ทำให้เสียเวลาล่าช้า




ผู้ที่มีสติปัญญาที่ดี มีความฉลาดรอบรู้ในสมาธิ 
ไม่หลงติดอยู่ในความสงบ และมีปัญญารอบรู้ในฌาน 
จะมีความสำนึกได้ว่า ที่จะเข้ากระแสแห่งมรรคผลนิพพาน 
ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติที่ดีจะมีสติปัญญาบากบั่น
ตัดกระแสของกิเลสตัณหาให้หมดไปสิ้นไปจากใจโดยเร็ว 
ไม่ต้องไปวกวนโค้งไปมาตามฌานให้เสียเวลา 
นี้คือความเห็นที่เป็นสัมมาทิฏฐิที่สมบูรณ์


หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

จะไม่กำหนดรู้คำภาวนา ไม่กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกก็ได้




ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก 
เราสักแต่ว่าเห็น เราสักแต่ว่ารู้ 
ไม่ยึดถือว่ามันเป็นเราของเรา 
ถ้าทำจิตอย่างนี้ได้จนเป็นเอกัคตารมณ์ 
มีปัญญาเห็นได้ชัด สามารถตัดขันธ์ห้า 
คือไม่เกี่ยวข้องกับขันธ์ห้าได้ ใจจะเป็นสุข 
ถ้าพิจารณาอย่างนี้ได้เสมอๆ 
จะไม่กำหนดรู้คำภาวนา 
ไม่กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกก็ได้


หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

มีกายที่ยังไม่ตายก็คือมีศีลแล้ว




ศีล คือ กาย มีกายที่ยังไม่ตายก็คือมีศีลแล้ว 
เพียงพอแล้วที่จะเป็นต้นทุนในการศึกษา
รูป นาม กาย ใจ ให้รู้จริงตามที่มันเป็นจริง 
ไม่ต้องหาอะไรมาเพิ่มอีก 
เพียงแค่ดูลงไปที่ “กาย”ในปัจจุบัน 
มันก็มี “รู้” ในปัจจุบันแล้ว 
แต่ถ้ากายนี้ตายแล้วก็เป็นซากศพ 
มันไม่มีศีลแล้ว หมดทุนแล้ว

หลวงพ่อไพฑูรย์ ขันติโก

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

การทำเพื่อตัวเองก็คือ ทาน ศีล ภาวนาเท่านั้น




ชั่วชีวิตที่เกิดมา 
มัวแต่มุ่งหน้าทำมาหากินอยู่ตลอด
..ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเลย ทำเพื่อกายเท่านั้น
เพื่อกายพ่อ เพื่อกายแม่ เพื่อกายพี่ เพื่อกายน้อง
ไม่ได้ทำให้เราเองเลย ทั้งที่เหนื่อยแสนเหนื่อย...
การทำเพื่อตัวเองก็คือ ทาน ศีล ภาวนาเท่านั้น
ที่จะทำให้เราหมดภพหมดชาติ
ไม่ยึดถือภพไม่ยึดถือชาติ...


ลุงหวีด บัวเผื่อน

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ไม่หลงยินดียินร้ายไปกับโลก




ไม่หลงยินดียินร้ายไปกับโลก
ก็จะอยู่เหนือโลกได้
เมื่อเห็นว่าโลกไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งได้
ก็จะได้ที่พึ่งอันแท้จริง

อ.สุภีร์ ทุมทอง


ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ความคิดนั่นแหละคือต้นเหตุให้ทุกข์



ความคิดนั่นแหละคือต้นเหตุให้ทุกข์
เจ้าความคิดนี่แหละนะ พระพุทธเจ้าถึงเรียกว่า "อวิชชา"
คือตัวไม่รู้ ตัวความคิดนี่แหละ เป็นเหตุให้ใจเราลุ่มหลง...
ถ้าดับความคิดได้ ก็ดับกิเลสได้...
ทีนี้ก็วิชชาเกิดขึ้น ความรู้เกิดขึ้น
สิ่งที่ไม่ได้รู้ ก็รู้ สิ่งที่ไม่ได้เห็น ก็เห็น
นั่นเขาเรียกว่า "วิชชา" รู้แจ่มแจ้งโลก..

หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร

***การดับความคิดไม่ได้หมายถึง การห้ามใจไม่ให้คิด แต่หมายถึง การ "เห็น" และ ไม่เข้าไป "เป็น" ในความคิด เรียกว่า รู้เท่าทันความคิด ความคิดจึงไม่มีอิทธิพลเหนือจิตใจ***  

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

การเห็นจิตตัวเองเป็นกุศลและมหากุศล



คนเราโดยมากไม่ค่อยรู้ใจตัวเอง ไม่รู้จิตตัวเอง 
เพราะจิตตัวเองอยู่แต่อารมณ์ภายนอก
โดยมาก จะไปมองข้างนอกหมด 
จะไปสนใจเรื่องจิตคนอื่น 
เห็นคนโน้นเป็นอย่างนั้น เห็นคนนี้เป็นอย่างนี้ 
การที่เราจะรู้จิตตัวเองได้ เราต้องรู้จักคำว่า "ภาวนา" 
การที่เห็นจิตตัวเองนั้นเป็นกุศลและมหากุศล ...

หลวงพ่อสนอง กตฺปุญโญ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา