ทางได้กับทางเสียมันมาด้วยกัน



อะไรได้มาก็ได้มา เสียไปก็เสียไป ให้รู้เท่าทันมันเสมอ
อย่าดีดอย่าดิ้นว่าได้มาไม่ยอมให้เสีย เป็นไปไม่ได้...
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งแปรปรวน
จิตใจผู้มีธรรมภายในใจแล้ว เรียนรู้ทั้งที่ได้มาทั้งที่เสียไป ไม่เสียใจนะ
คนที่มีแต่จะเอาท่าเดียว ทางเสียไม่มี ผู้นี้จะเป็นทุกข์มาก
เพราะทางได้กับทางเสียมันมาด้วยกัน บวกกับลบมันไปด้วยกันนั้นแหละ ...

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

การทำให้ความลำบากคลี่คลาย ต้องกระทำเมื่อจิตใจสงบเยือกเย็น



ไม่ว่าจะเผชิญกับความยากลำบากอย่างใด
ให้มั่นใจว่า การทำให้ความลำบากนั้นคลี่คลาย
จะต้องกระทำเมื่อจิตใจสงบเยือกเย็นเท่านั้น
ใจที่เร่าร้อน ไม่อาจนึกคิดให้ปลอดโปร่งได้
ใจที่เร่าร้อน ไม่อาจช่วยให้ร้ายกลายเป็นดีได้...

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช 
สกลมหาสังฆปริณายก

ฝึกจิตทุกๆ ขณะที่มีเวลาดูลมหายใจ



สงบใจ ฝึกจิตทุกๆ ขณะที่มีเวลาดูลมหายใจ
จะเดิน นั่ง นอน ขับรถ หรืออื่นๆ ก็ทำสมาธิได้
ไม่จำเป็นต้องรอเวลาที่จะนั่งหลับตา
เพราะการทำสมาธิหมายถึง
การเอาจิตมาไว้กับกาย
คือทำอะไรก็รู้ชัด หรือจะดูลมหายใจเข้าออกก็ได้
ซึ่งการทำสมาธินี้ ไม่เกี่ยวกับท่วงท่ากิริยาเลย
ทำได้ทุกที่ทุกเวลา

ครูบาไตรภพ วัดป่าโคกเจริญธรรม
มูลนิธิวิศวาธารอโรคยาธรรมศาลฯ

เมื่อสิ่งใดมากระทบ จะรู้ว่า "มั่น"หรือ"คงที่" ได้...



เมื่อสิ่งใดมากระทบ จะรู้ว่า "มั่น"หรือ"คงที่" ได้
ต่อเมื่อความยินดี หรือ ไม่ยินดีไม่เกิดนั่นแหละ
ทำกรรมฐาน
ถ้าผู้ใดทำได้บริบูรณ์ กายและจิตจะไม่หวั่นไหว

หลวงปู่เจือ สุภโร

จิตที่ไม่หลงอารมณ์



ถ้ามาพิจารณาเห็นจิตเป็นอย่างหนึ่ง
อารมณ์เป็นอย่างหนึ่งแล้ว
ก็เรียกว่าเรามีความรู้สึกแล้ว ...
ไอ้ความรู้นั้นเป็นจิต 
สิ่งที่เข้ามากระทบนั้นเป็นอารมณ์ ...
เมื่อเรารู้ว่าจิตเป็นจิตแล้ว 
อารมณ์ก็เป็นอารมณ์แล้ว 
จิตเราก็ไม่หลงอารมณ์อีก

หลวงปู่ชา สุภัทโท

ไม่ต้องไปกำหนดละอะไร มันก็ดับไปเอง



...หัดพิจารณาสอนจิตให้รู้เท่าตามเป็นจริงว่า 
ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา 
ย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา
ทั้งฝ่ายดีก็ดี ฝ่ายชั่วก็ดี 
ไม่มีอะไรที่จะเป็นแก่นเป็นสารอยู่ได้ ...
เมื่อมันเห็นแจ้งด้วยปัญญาอย่างนี้ 
ก็ไม่ได้ถือมั่นในเรื่องที่กระทบกระทั่งนั้น ...
เมื่อจิตไม่ยึดถือ ไม่หวั่นไหวตามแล้ว มันก็ดับไปเอง 
ไม่ต้องไปกำหนดละอะไร 
มันก็ดับไปเองแหละ... 

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

ตัวกลางๆ นั่นแหละคือตัวใจ...




เราไปหากันแต่อารมณ์ ไม่หาใจ เลยไม่รู้จักว่า มันแยกกันออก…
ใจไม่มีอะไรเลย ความคิดนึกปรุงแต่งไม่มี 
อดีตไม่มี อนาคตไม่มี มีความรู้สึกแต่ปัจจุบันเท่านั้น
ส่วนอารมณ์ เช่น ความรักลูก...รักสิ่งต่างๆ ทั้งหมด 
มันพาให้ไปคิดถึงเรื่องของคนที่เรารักนั้น ปรุงแต่งอดีตอนาคต... 
นั่นจึงเรียกว่าอารมณ์ มันไม่อยู่คงที่ ไม่อยู่ในที่เดียว ไม่ลงปัจจุบัน
ถ้าหากลงปัจจุบันก็หมดเรื่อง 
มันวางเรื่องต่างๆ ที่คิดนึกปรุงแต่งทั้งหมด
อารมณ์ก็ไม่มี อยู่เฉยๆ เป็นกลางๆ ไม่คิดนึก เข้าถึงใจเลย 
ตัวกลางๆ นั่นแหละคือตัวใจ...



ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น



          สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เป็นคำสอนที่เป็นคำสรุปของธรรมทั้งหลาย...คือทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีก็ตาม ไม่ดีก็ตาม สิ่งที่น่าปรารถนาก็ตาม ไม่น่าปรารถนาก็ตาม ของละเอียดของหยาบ ก็ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ทางออกจากกองทุกข์ ทางออกจากความเศร้าหมองภายในจิตใจของเรา มันอยู่ตรงที่ว่า เราไม่ยึดมั่นถือมั่น

                                                                                                        พระอาจารย์ปสันโน

กัมมัฏฐานทุกอย่างนั้นไม่ต่างกัน



          กัมมัฏฐานทุกอย่างนั้นไม่ต่างกัน บางคนก็ว่ากายคตาสติ ต้องมาดูผม ขน เล็บ ฟัน หนัง แล้วถ้าดูลมเรียกอานาปานสติ แต่ทั้งการดูลม และดูอาการ ๓๒ ของร่างกาย หรือดูอสุภะ พองหนอ ยุบหนอ อะไรก็ตาม ต่างก็รวมอยู่ในหมวดที่เรียกว่ากายานุปัสสนาสติปัฏฐาน แสดงว่ากัมมัฏฐานทั้งหมดนั้นเป็นอันเดียวกัน เพราะเป้าหมายอันดับแรกคือ ให้มีสติควบคุมจิตให้อยู่กับตัวเราก่อน

                                                                                              พระอาจารย์ครรชิต สุทธิจิตโต

สังขารทั้งหลายเหมือนฟองน้ำ เหมือนพยับแดด



สังขารเป็นของเกิดดับ ความปรุงความแต่ง ไม่ใช่เรา
สังขารทั้งหลายเหมือนฟองน้ำ ...เหมือนพยับแดด
เราไปยึดฟองน้ำ เราไปยึดพยับแดด ไม่ได้ประโยชน์อะไร
พยับแดดมันมีประจำ ฟองน้ำก็มีอยู่เป็นประจำ ไม่ขาดจากโลก
แม้แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้สอนวิธีการ
ที่จะไปห้ามไม่ให้พยับแดดเกิดขึ้น ไม่ให้ฟองน้ำเกิดขึ้น
เพียงแต่สอนว่า พยับแดดสักแต่ว่าพยับแดดเท่านั้น
ฟองน้ำก็สักแต่ว่าฟองน้ำเท่านั้น
ไม่มีอะไรเป็นสาระแก่นสาร ตัวตน
...ไปยึดแล้วสร้างตัณหาให้แก่เจ้าของเองด้วย

หลวงปู่แบน ธนากโร