ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เป็นคำสอนที่เป็นคำสรุปของธรรมทั้งหลาย...คือทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีก็ตาม ไม่ดีก็ตาม สิ่งที่น่าปรารถนาก็ตาม ไม่น่าปรารถนาก็ตาม ของละเอียดของหยาบ ก็ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ทางออกจากกองทุกข์ ทางออกจากความเศร้าหมองภายในจิตใจของเรา มันอยู่ตรงที่ว่า เราไม่ยึดมั่นถือมั่น
พระอาจารย์ปสันโน
กัมมัฏฐานทุกอย่างนั้นไม่ต่างกัน
กัมมัฏฐานทุกอย่างนั้นไม่ต่
พระอาจารย์ครรชิต สุทธิจิตโต
สังขารทั้งหลายเหมือนฟองน้ำ เหมือนพยับแดด
สังขารเป็นของเกิดดับ ความปรุงความแต่ง ไม่ใช่เรา
สังขารทั้งหลายเหมือนฟองน้ำ ...เหมือนพยับแดด
เราไปยึดฟองน้ำ เราไปยึดพยับแดด ไม่ได้ประโยชน์อะไร
พยับแดดมันมีประจำ ฟองน้ำก็มีอยู่เป็นประจำ ไม่ขาดจากโลก
แม้แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้สอนวิธีการ
ที่จะไปห้ามไม่ให้พยับแดดเกิดขึ้น ไม่ให้ฟองน้ำเกิดขึ้น
เพียงแต่สอนว่า พยับแดดสักแต่ว่าพยับแดดเท่านั้น
ฟองน้ำก็สักแต่ว่าฟองน้ำเท่านั้น
ไม่มีอะไรเป็นสาระแก่นสาร ตัวตน
...ไปยึดแล้วสร้างตัณหาให้แก่เจ้าของเองด้วย
หลวงปู่แบน ธนากโร
ตราบใดที่ยังติดสมมติ เราไปไม่รอด
การปฏิบัติที่เป็นขั้นนั้นข
ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก
การเจริญวิปัสสนาทุกวินาที คุณพ่อคุณแม่ได้มีหุ้นส่วนด้วย
การเจริญวิปัสสนาทุกวินาที คุณพ่อคุณแม่ได้มีหุ้นส่วนด ้วย
ถ้าไม่ใช่พ่อแม่ของเราที่ได ้ให้ชีวิตเรามา
เราจะได้มาเดิน มาอยู่ปฏิบัติอย่างนี้หรือ
เราต้องทำอวัยวะที่เป็นมรดก ของพ่อแม่ให้มานี้
ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและ พ่อแม่...
การกราบ การเดิน การนั่งสมาธิ บุญของเรา พ่อแม่ได้กับเราด้วย
หลวงปู่ทอง สิริมงฺคโล
แม้ความดี...ก็สักแต่ว่าสร้าง
....หลักการที่พระพุทธเจ้าท
หลวงพ่อทอง จนฺทสิริ
การเจริญสติ เพื่อให้ใจอยู่เหนือโลก...
...ถ้ายังขืนติดบุญ ติดดี ติดสุข ติดสงบ ติดเหตุผล
ใจก็ยังสร้างภพชาติแห่งความ เป็นมนุษย์ เทวดาและพรหมอยู่
ถ้าติดบาป ใจก็จะสร้างภพชาติแห่งสัตว์ นรก เปรต อสุรกายและเดรัจฉานอยู่
...การเจริญสตินั้น ก็เพื่อให้ใจอยู่เหนือโลก
เหนืออารมณ์ พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด. ..
พระอาจารย์มหาวิเชียร ชินวังโส
รู้เท่าความคิด
คิดแล้วไม่หลงยินดีไม่หลงยินร้ายไปกับเรื่องที่คิดนั้น
...คิดเรื่องอะไรขึ้นมาก็รู้เท่าเรื่องนั้น
รู้อย่างไร..รู้ว่าเรื่องทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร ไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตน
นี่แหละการ “รู้เท่าความคิด” รู้อย่างนี้เองนะ...
เมื่อรู้อย่างนี้อยู่เสมอจิตมันก็ไม่ยึดถือแล้ว
...มันก็ปล่อยวางไปเรื่อยๆ
คิดเรื่องอะไรขึ้นมาไม่ยึดถือ แล้วมันก็ดับไป
จิตใจก็เป็น “อุเบกขาญาณทัสสนะ” อยู่อย่างนั้น
หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
ศีลปรมัตถ์มีข้อเดียว คือการมีสติเป็นปรกติ
ศีล มี ๒ ประเภท คือ ศีลบัญญัติ เช่น ศีล ๕, ศีล ๘, ศีล ๒๒๗
ซึ่งยังเป็นของสมมุติ เพราะพระพุทธเจ้ามาบัญญัติศีลเหล่านั้น
หลังจากมีพระรัตนตรัยแล้วด้วยซ้ำ
อย่าถือมั่นว่า ศีล ๒๒๗ ทำให้เกิดพระอรหันต์
เพราะเมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาใหม่ๆ
มีพระอรหันต์เกิดขึ้นแล้ว แต่ศีลบัญญัติเหล่านี้ยังไม่มีสักข้อ
ต่อเมื่อภิกษุรุ่นหลังปฏิบัติตนไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมตามสมณวิสัย
พระองค์จึงทรงบัญญัติศีลเหล่านี้ขึ้นเพื่อควบคุมความประพฤติของภิกษุเหล่านั้น
ส่วนศีลอย่างที่สองคือศีลปรมัตถ์ เป็นศีลของพระอริยเจ้า
มีข้อเดียวนั่นคือการมีสติเป็นปรกติ
หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)









