รักก็ทุกข์ เกลียดโกรธก็ทุกข์...


รักก็ทุกข์ เกลียดโกรธก็ทุกข์ อะไรทุกข์ทั้งนั้น
ขึ้นชื่อว่ากิเลสผลิตขึ้นมาแล้ว 
ไม่มีอะไรเป็นสุข มีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น  
นอกจากมันเคลือบด้วยน้ำตาลล่อนิดหนึ่ง 
เหมือนกับเขาเสียบเหยื่อใส่ปลายเบ็ดแล้วก็ล่อปลา 
ถ้ามีแต่เบ็ดล้วน ๆ ปลาก็ไม่กิน ต้องเอาเหยื่อล่อ  
พอเหยื่อล่อปลากินแล้วก็ตวัดทีเดียวเสร็จไม่มีเหลือ 
นี่ก็เหมือนกัน กิเลสมันล่อเรามาตั้งนานเท่าไร 
เมื่อไรเราจะเห็นโทษของมันกันบ้างเล่า?

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

สุขทุกข์ไม่ต่างกันในทางธรรม



          ความทุกข์ก็ดี ความสุขก็ดีนั้น ไม่มีความต่างกันในความหมายแห่งธรรม นั่นคือ มันก็อยู่บนพื้นฐานแห่งความเปลี่ยนแปลง อันจะนำให้เกิดความทุกข์ต่อจิตในที่สุด ความสุข คือ ความทุกข์ที่ละเอียด ตราบใดที่ยังเห็นว่า ยังรักสุข รังเกียจทุกข์ ก็พึ่งรู้ตัวว่า เรานี้ก็ยังจะมีชาติภพต่อไปอีกอยู่นั่นเอง ไม่จบไม่สิ้น 

                                                                                        พระอาจารย์ชายแดน สีลสุทโธ

ผู้ฉลาด เรียนรู้จากกายจิต



ผู้ฉลาด เรียนรู้จากกายจิต 
ผู้อยากรู้ผิด เรียนภายนอก ...

คุณแม่จันดี โลหิตดี

ถ้าใจเป็นอย่างใบบัว...



เมื่อจิตเราไม่ยึด ก็เรียกว่า จิตมันไม่รับ
เหมือนกับใบบัวที่เราเทน้ำลงไป
น้ำก็ไม่สามารถที่จะซึมซาบ
เข้าไปในใบบัวนั้น
ฉันใดก็ดี อารมณ์ต่างๆ 
จะเป็นอารมณ์ดี อารมณ์ไม่ดี
เมื่อมันเข้ามาถึงใจเราแล้ว
ถ้าใจเราเป็นอย่างใบบัว
อารมณ์นั้นก็ไม่ติดอยู่ในใจ


หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป

สัมผัสสิ่งใดอย่างรู้เท่าทัน จึงเป็นสุข



          ไม่ใช่ว่าปฏิบัติธรรมแล้วชีวิตจะราบรื่นเป็นมอเตอร์เวย์แปดเลนไปตลอดทาง ไม่ใช่ว่าทำความดีจะเจอแต่สิ่งดีที่ถูกใจเสมอไป โลกธรรมต้องมีอยู่เหมือนเดิมเพราะเป็นของของโลกที่เราอยู่อาศัย คนดีเข้าป่ายุงไม่ได้กัดน้อยกว่าคนชั่ว เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องของโลกให้จัดเจน โดยเฉพาะโลกธรรม ถ้าเรารู้เท่าทันโลกธรรม มันจะทำให้ใจเราไม่ต้องไปขุ่นมัวกับมัน สัมผัสสิ่งใดอย่างไม่รู้เท่าทัน สิ่งนั้นจะนำทุกข์มาให้ สัมผัสสิ่งใดอย่างรู้เท่าทัน สิ่งนั้นจะนำสุขมาให้

                                                                                                             ชยสาโรภิกขุ

นิพพานไม่ใช่ภาวะที่ไม่มีอะไรเลย



          นิพพานไม่ใช่ภาวะที่ไม่มีอะไรเลย หรือภาวะซึ่งถูกทำลายล้างจนหมดสิ้น แต่เป็นเสมือนความว่าง เป็นการเข้าไปในความว่างแห่งจิต  ที่ซึ่งท่านไม่ยึดมั่นเหนี่ยวรั้ง  ไม่หลงไปกับปรากฎการณ์ของสิ่งทั้งปวง ไม่เรียกร้องอะไรจากโลก  ท่านเพียงแต่รู้จักมันเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไป  

                                                                                               พระอาจารย์สุเมโธ  

สุขแท้เกิดจากปล่อยวาง


          พระพุทธองค์จึงตรัสไว้ว่า “สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี” หมายถึง จิตใจสงบระวังจากกิเลส
ปล่อยวางความหลง ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในร่างกายของเรา ในอารมณ์ภายในจิตใจของเรา ในวัตถุธาตุทั้งหลายที่คิดว่าเป็นของเรา ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไปจากจิตใจของเรา จึงจะพบกับความสุขที่แท้จริง

                                                                            พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต

          ความสงบที่นำสุขแท้มาให้ ไม่ใช่สงบเงียบ แต่เป็นความสงบ เพราะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นทั้งปวง

                                                                             วัสสวดี

ไม่ว่าจะสูญเสียอะไรไป...



ไม่ว่าจะสูญเสียอะไรไป 
ถ้าจิตใจดีขึ้น จัดว่าเป็นกำไร 
และไม่ว่าจะได้อะไรมา 
ถ้าจิตใจเลวลง ถือว่าเป็นการขาดทุน

หลวงปู่บุญกู้ อนุวฑฺฒโน

คนพาล-นักปราชญ์




คนพาลพูดขึ้นในที่ใด
ในที่นั้น แม้ไม่ถูกผูกมัด ก็ถูกผูกมัด
ส่วนนักปราชญ์พูดขึ้นในที่ใด
แม้ถูกผูกมัดแล้ว ก็หลุดพ้นในที่นั้น

พันธนโมกขชาดก 


          เรื่องของคนพาลนั้น ในมงคลสูตรข้อแรกสอนไว้ว่า "อเสวนา จะ พาลานัง" หมายถึง อย่าคบคนพาล หากพิจารณาดูให้ดี คนพาลที่เป็นคนตัวเป็นๆ นั้น พอเรารู้ เราก็คงหนีให้ไกลไปเองโดยธรรมชาติ แทบไม่ต้องสอนต้องบอกกันแต่อย่างใด

          แต่คนพาลที่น่ากลัว ไม่ควรคบนั้นคือใคร..น่าจะเป็นตัวของเราเอง หรือพูดให้ชัดก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเราเอง ที่นำเอารูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ อันเร่าร้อนมาสู่จิตมิได้ขาด ทุกข์ก็เร่าร้อน สุขก็เร่าร้อน เพราะสุขทางโลกที่เราหลงใหลนั้น จัดอยู่ในหมวดเดียวกับทุกข์ เนื่องจากไม่มีความยั่งยืนถาวร วันใดสุขที่เคยได้สลายไป วันนั้นใจก็หดหู่แล้ว..แต่เรานั้น แทบจะไม่ได้ตระหนักกันเลย ว่าคนพาลที่นำความทุกข์ ความเดือดร้อนมาให้แก่เรา ที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเรา หรือตัวของเรานั่นเอง

         ดังนั้น ควรหรือไม่ที่เราจะคบคนพาลนี้ต่อไป หรือเลิกคบ ด้วยการไม่ปล่อยจิตให้ซัดส่าย หวั่นไหวไปตามอารมณ์ ความรู้สึกที่ตา หู จมูก ลิ้น ฯลฯ คอยปั่นเราไม่ได้หยุด แล้วหันมาคบบัณฑิต ซึ่งแปลว่า ผู้รู้แทน และบัณฑิตที่จะปลดลปล่อยเราจากคนพาลนี้ได้ ก็มิได้อยู่ที่อื่น แต่อยู่ในตัวเราเช่นกัน...


                                                                                                      วัสสวดี

มองตัวเราก่อนคนอื่น



          ขอให้เรามีศรัทธาคนเดียว ให้ปฏิบัติจริง ทำจริง ยังไม่ต้องมองคนอื่น ให้มองตัวเรา พระพุทธเจ้าพระองค์ก็มองพระองค์ก่อน พระองค์ไม่ได้วิ่งไปสอนโลกก่อน พระองค์สอนพระองค์จนเสร็จกิจแล้ว จึงสอนคนอื่น 

                                                                                                    หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ