ไม่สบายคือโอกาสเข้าถึงธรรม
เวลาไม่สบายนะเป็นของดี ให้พิจารณาเวทนาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เอาแต่นอน นอนก็นอนทำสมาธิ พิจารณาอาการเวทนาที่เกิดขึ้นให้ได้ อย่าให้จิตเป็นไปตามเวทนาที่เกิด
ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก
อยู่ใกล้พระ ไม่ละทิ้งทิฐิมานะ...
พบอะไรก็ตามอย่าหลงติด
พบอะไรก็ตามอย่าหลงติด ได้รับอะไรก็ตามอย่าหลงติด พบความทุกข์ก็อย่าหลงติด โดยหลงคิดว่าจะต้องพบความทุกข์นั้นตลอดไป พบความสุขก็อย่าหลงติดโดยหลงคิดว่าจะต้องพบความสุขนั้นตลอดไป....นี้แหละที่เรียกว่าทุกข์เพราะความคิดที่ผิด ความคิดจะไม่ให้ความทุกข์ทรมานใจหนักหนาเกินกว่าจำเป็น แก่ผู้ที่ทุกขณะจิตได้ยินพระสุรเสียงในสมเด็จพระบรมศาสดาตรัสเตือน “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับเป็นธรรมดา” ทุกข์แล้ว ทุกข์ก็จะดับ ไม่ใช่ทุกข์แล้วก็จะทุกข์ ทุกข์ ทุกข์ ตลอดไป ไม่รู้จบไม่รู้สิ้น และเช่นเดียวกัน สุขแล้ว สุขก็จะดับ ไม่ใช่สุขแล้วก็จะสุข สุข สุข ตลอดไป ไม่รู้จบไม่รู้สิ้น
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
เราเกิดมาแล้ว ความตายมันแขวนคอไว้
เราเกิดมาแล้ว ความตายมันแขวนคอไว้
ตายทุกลมหายใจเข้า ตายทุกลมหายใจออก
จิตโมหะ เราจะมาลุ่มหลงมัวเมา
หัวเราะ ร้องไห้ อยู่นี่หรือ
ไม่ดำเนินเดินไปสู่ความพ้นทุกข์ในวัฏฏะสงสาร
จะมาติว่า โลกนี้มันเป็นทุกข์ อย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้
จิตเราหลงมาติดอยู่ในโลก
ไม่ใช่โลกมันมาติดเรา
หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
ผู้มีปัญญาย่อมกลัวกรรม
ผู้มีปัญญาจึงกลัวกรรมยิ่งกว่ากลัวอะไรอื่น กลัวเพราะรู้ว่า เมื่อทำกรรมไม่ดีไว้แล้ว ต้องได้รับผลไม่ดี และเมื่อถึงเวลาที่กรรมส่งผลไม่ดีมาถึงตัวแล้ว แม้ตั้งแต่เกิดมาในชาตินี้จะไม่เคยทำกรรมไม่ดีเช่นนี้ ก็จะต้องได้รับผลไม่ดี ที่อาจทำให้พิศวงสงสัยเป็นอันมาก
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
เชื่อธรรม อย่าเชื่อคน
เชื่อธรรม อย่าเชื่อคน เพราะคนแปลว่ายุ่ง
ส่วนพระธรรมนั้น แม้พระพุทธเจ้ายังเคารพในพระธรรม
พระธรรมไม่เกิดไม่ตาย คนยังเกิดตายอยู่
พระธรรมเป็นสุดยอดของความดีในโลก
หลวงปู่บุดดา ถาวโร
สัตว์โลกกลัวตาย ไม่กลัวเกิด
ความเกิดกับความตายเป็นของคู่กันอยู่แล้ว เมื่อเกิดแล้วต้องตาย
แต่สัตว์โลกกลัวกันแต่ความตาย ส่วนความเกิดไม่กลัว
จึงโดนความตายอันเป็นผลของความเกิดอยู่ไม่หยุด
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เมตตากับศีลเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
เมตตากับศีล
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเสมอ
ยากจะแยกจากกันได้
ผู้มีศีลก็คือผู้มีเมตตา
ผู้มีเมตตาย่อมเป็นผู้มีศีล
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสังฆปริณายก
ความสุขจริงแท้เริ่มที่พิจารณากายเป็นอสุภะ
ถ้ามีสติปัญญาที่จะพิจารณาร่างกายของเรานี้ให้เห็นเป็นอสุภกรรมฐาน หรือธาตุกรรมฐาน ให้จิตปล่อยวาง ความยึดมั่นถือมั่นในร่างกายของเรา พิจารณาธาตุจนถึงความว่างว่ากายนี้ไม่มีอะไร สักแต่ว่าธาตุตามธรรมชาติ ถ้าจิตเราเห็นเช่นนั้นตามความจริง ก็สามารถที่จะถ่ายถอนความยึดมั่นถือมั่นในกายตนได้ สามารถที่จะถ่ายถอนความยึดมั่นถือมั่นในวัตถุธาตุทั้งหลายในโลกนี้ได้ ความโลภก็ดับลงไป ความโกรธก็ดับลงไป ความหลงในกายตนก็ดับลงไป ความสุขที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้นภายในจิตใจของแต่ละบุคคล
พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)









