การภาวนา
การภาวนานั้น ไม่ใช่ว่าจะนั่งหลับตาอย่างเดียว
แต่ต้องทำ และ ทำได้ตลอดเวลา
การยืน การเดิน การนั่ง การนอน
ให้มีสติประคับประคองอยู่เสมอ
สมาธินั้น อาตมาไม่เอามากหรอก ...
แต่ให้มี "สติ" อยู่เสมอ”
หลวงปู่ชา สุภัทโท
ธรรมะเป็นปัจจัตตัง
เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว ไม่ใช่เรื่องบอกกัน ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา
ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมาก็เรียกว่า จะต้องเอามาภาวนาให้มันเกิดชัดกับเจ้าของ
ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ แล้วมันจะหมดกิเลส ไม่ใช่อย่างนั้น
ได้ความเข้าใจแล้วก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก ให้มันแน่นอนเป็นปัจจัตตังจริงๆ
(ปัจจัตตัง - รู้เห็นได้ด้วยตนเอง,รู้อยู่เฉพาะตน)
หลวงปู่ชา สุภัทโท
ทำตนให้เข้าถึงพุทธธรรม
เราท่านทั้งหลายได้มีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เป็นการยากแท้ที่สัตว์หลายล้านตัวไม่มีโอกาสอย่างเรา จงอย่าประมาท รีบสร้างบารมีให้แก่ตนด้วยการทำดีทั้งชั้นต้น ชั้นกลาง และชั้นสูง อย่าปล่อยให้เวลาเสียไปโดยเปล่าปราศจากประโยชน์เลย ฉะนั้นควรจะทำตนให้เข้าถึงพุทธธรรมเสียแต่วันนี้
หลวงปู่ชา สุภัทโท
คนเรากลัวตาย แต่ไม่กลัวเกิด
คนเรากลัวตาย แต่ไม่กลัวเกิด
ถ้าหากว่า เราจะร้องไห้
กับผู้ที่ตาย
ก็น่าจะร้องไห้ ตั้งแต่ตอนที่เกิด
เพราะเกิดมาแล้ว ก็ต้องตาย
หลวงปู่ชา สุภัทโท
อย่าติดดี
อุบาสกคนหนึ่งเคยศึกษาธรรมะของฝ่ายมหายาน ถามหลวงพ่อชาเรื่องการปฏิบัติว่า “คนที่ปฏิบัติเพื่อเป็นอรหันต์ กับ คนปฏิบัติเพื่อเป็นพระโพธิสัตว์ อันไหนจะดีกว่ากัน อันไหนสูงกว่ากัน”
หลวงพ่อชาตอบว่า “อย่าเป็นอะไรเลย พระอรหันต์ก็อย่าเป็นเลย พระโพธิสัตว์ก็อย่าเป็นเลย แม้พระพุทธเจ้าก็อย่าเป็น เป็นอะไรแล้วก็ต้องเป็นทุกข์ทันที ”
อย่าเป็นคนดี ถ้าเป็นคนดีแล้วต้องรำคาญคนที่ไม่ดี ทุกวันนี้คนที่ไม่ดีมากกว่าคนดีเยอะ ไปที่ไหนก็กลุ้มใจ มีแต่ความไม่พอใจ เหมือนกับคนที่สูบบุหรี่แล้วดูคนอื่นสูบ ก็ไปเทศน์ให้เขาฟัง นี่เรียกว่า “ติดดี” ท่านไม่ให้ติด แม้จะเป็นความดีท่านก็ไม่ให้เราติด เพราะว่าความติดเป็นทุกข์ สร้างความทุกข์แก่ใจ
หลวงปู่ชา สุภัทโท
บ้านที่แท้จริง
บางคนได้บ้านใหญ่บ้านโต สนุกสุขสำราญ
ลืมบ้านจริงๆ ของเรา บ้านที่จริงของเราอยู่ไหน
บ้านที่จริงของเรา คือ มีความรู้สึกที่มันสงบ
คือความสงบนั้นแหละ เป็นบ้านของเราจริงๆ
หลวงปู่ชา สุภัทโท
เดินสายกลาง คือ...สงบ...วางสุข...วางทุกข์
ความอยากอย่างแรงกล้า
ที่จะหลุดพ้นหรือรู้แจ้งนั้น
จะเป็นความอยากที่ขวางกั้นการหลุดพ้น
พยายามมากเกินไปแต่ขาดปัญญา
เป็นการเคี่ยวเข็ญตนเอง ไปสู่ความทุกข์ยากโดยไม่จำเป็น
เดินสายกลาง คือ...สงบ...วางสุข...วางทุกข์
หลวงปู่ชา สุภัทโท
ผู้ใดตามดูจิต ผู้นั้นจักพ้นจากบ่วงของมาร
จิตของคนตามธรรมชาตินั้น
ไม่มีความดีใจเสียใจ...
ที่มีความดีใจเสียใจนั้นไม่ใช่จิต
แต่เป็นอารมณ์ที่มาหลอกลวง
จิตก็หลงไปตามอารมณ์โดยไม่รู้ตัว
แล้วก็เป็นสุขเป็นทุกข์ไปตามอารมณ์...
ผู้ใดตามดูจิต ผู้นั้นจักพ้นจากบ่วงของมาร
หลวงปู่ชา สุภัทโท
การรักษาศีลต้องอาศัยปัญญามาก่อน
การรักษาศีล ต้องอาศัยปัญญามาก่อน แต่เราพูดว่ารักษาศีลก่อน ตั้งศีลก่อน ศีลจะสมบูรณ์อย่างไรนั้น ต้องมีปัญญา ต้องค้นคิดกายของเรา วาจาของเรา พิจารณาหาเหตุผล นี่ตัวปัญญาทั้งนั้น ก่อนที่จะตั้งศีลขึ้นได้ต้องอาศัยปัญญา...ถ้าปัญญากล้าขึ้นก็อบรมสมาธิให้มั่นขึ้นไป เมื่อสมาธิมั่นขึ้นไป ศีลก็สมบูรณ์ขึ้น สมาธิก็กล้าขึ้นอีก เมื่อสมาธิกล้าขึ้น ปัญญาก็กล้ายิ่งขึ้น สามอย่างนี้เป็นไวพจน์ซึ่งกันและกัน
หลวงปู่ชา สุภัทโท
ผู้มีสติอยู่ทุกเวลา
ผู้ใดมี "สติ" ... อยู่ทุกเวลา
ผู้นั้นก็จะได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้า...
อยู่ตลอดเวลา
เพราะว่า เมื่อตามองเห็นรูป...ก็เป็นธรรมะ
หูได้ยินเสียง...ก็เป็นธรรมะ
จมูกได้กลิ่น...ก็เป็นธรรมะ
ลิ้นได้รส...ก็เป็นธรรมะ
ธรรมารมณ์ที่เกิดขึ้นกับใจ นึกขึ้นได้เมื่อใด...
เป็นธรรมะเมื่อนั้น
ฉะนั้น "ผู้มีสติ" จึงได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา...
ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน
หลวงปู่ชา สุภัทโท
บทความที่ใหม่กว่า
บทความที่เก่ากว่า
หน้าแรก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)