จึงไม่ควรริคิดจะไม่โกรธอีก


คนเรามักผูกภาพคนปฏิบัติธรรม
ไว้กับภาพของพระอรหันต์
ปฏิบัติปุ๊บ ต้องเหมือนพระอรหันต์ปั๊บ
หลายครั้งเลยกลายเป็นการปฏิบัติเพื่อสร้างภาพ
เช่น ภาพลักษณ์ดี
ถ้ามีเรื่องกระทบแล้วเย็นนิ่งเป็นน้ำ
ไม่โมโหโกรธาขึ้นมาอีกเลย
.
ทั้งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่า
เมื่อใดโทสะมีอยู่ในจิต
ก็ให้รู้ตามจริงว่าโทสะมีอยู่ในจิต
แล้วเมื่อโทสะหายไปจากจิต
ก็ให้รู้ตามจริงว่าจิตไม่มีโทสะแล้ว
เมื่อรู้แบบยอมรับตามจริงอยู่เช่นนั้น
สติย่อมแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ
รู้ว่าจิตอยู่ตรงไหน
ก็ตรงที่โทสะอาศัยเป็นที่เกิดขึ้น
อยู่ตรงที่โทสะอาศัยเป็นที่ตั้งอยู่
อยู่ตรงที่โทสะอาศัยเป็นที่ดับไปนั่นเอง
.
จิตที่ว่างจากโทสะชั่วคราว
คือจิตที่เราอาศัยเป็นเครื่องระลึกตามจริง
ณ ลมหายใจนี้ว่า
จิตเหมือนเรือนว่าง ที่ไม่ว่างจริง 
เดี๋ยวก็มีฝุ่นควันเข้ามา
เดี๋ยวก็มีไอร้อนเข้ามา
เดี๋ยวก็ดูเหมือนกลับมาว่างวายอีก
สลับไปสลับมา หาจิตดวงเดิมถาวรไม่ได้
.
ความโกรธจะไม่เข้ากระทบกระทั่งจิต
ต่อเมื่อบรรลุอนาคามิผลแล้วเท่านั้น
แม้แต่พระสกทาคามีและพระโสดาบัน
ก็ยังมีความขัดเคืองได้อยู่ โกรธขึ้งได้อยู่
ฉะนั้น กัลยาณชนเราๆ ท่านๆ ผู้คิดฝึกเจริญสติ
จึงไม่ควรริคิดจะไม่โกรธอีก
เพราะได้ชื่อว่าปฏิบัติในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
และรังแต่จะสร้างความไม่พอใจตัวเองซ้ำเติมเข้าไป
เมื่อพบว่าทำอย่างใจปรารถนาไม่สำเร็จ
เมื่อเข้าใจถูก เข้าใจตรง
ตั้งใจดูความโกรธเกิดขึ้นแล้วหายไปตามจริง 
จึงได้ชื่อว่าทำสิ่งที่เป็นไปได้
และนำไปสู่ปัญญาแบบพุทธที่ว่า
ตัณหา คืออยากให้เกิดอะไรขึ้นดังใจ
สติ คือการมีใจรู้แบบยอมรับว่าเกิดอะไรขึ้น
ที่ผ่านมา ที่กำลังทำอยู่
เราเจริญตัณหาหรือเจริญสติ?!

ดังตฤณ

Image by ELG21 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

สมาธิอบรมปัญญา ปัญญาอบรมสมาธิ


บางคนไม่ค่อยมีสิ่งแวดล้อม
เป็นภาระกดถ่วงใจมาก
เพียงใช้คำภาวนา
พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ เป็นต้น
บทใดบทหนึ่งเข้าเท่านั้น
ใจก็ได้รับความสงบเยือกเย็น
เป็นสมาธิลงได้ กลายเป็นต้นทุน
หนุนปัญญาให้ก้าวหน้าต่อไป
ได้อย่างสบาย ที่เรียกว่า สมาธิอบรมปัญญา
.
แต่คนบางประเภท
มีสิ่งแวดล้อมเป็นภาระกดถ่วงใจมาก
และเป็นนิสัยชอบคิดอะไรมากอย่างนี้
จะอบรมด้วยคำบริกรรม
อย่างที่กล่าวมาแล้วนั้น
ไม่สามารถที่จะยังจิต
ให้หยั่งลงสู่ความสงบเป็นสมาธิได้
ต้องใช้ปัญญาไตร่ตรองเหตุผล
ตัดต้นเหตุของความฟุ้งซ่านด้วยปัญญา
เมื่อปัญญาได้หว่านล้อม
ในสิ่งที่จิตติดข้องนั้นไว้อย่างหนาแน่นแล้ว
จิตจะมีความรู้เหนือปัญญาไปไม่ได้
และจะหยั่งลงสู่ความสงบเป็นสมาธิได้
ฉะนั้น คนประเภทนี้จะต้องฝึกฝนจิต
ให้เป็นสมาธิได้ด้วยปัญญา
ที่เรียกว่า ปัญญาอบรมสมาธิ 

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

Image by ELG21 from pixabay 

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

หากใจนี้มันเข้าใจโลก


การจะหาความสงบและความพอดีจากโลก
เป็นสิ่งที่ไม่ฉลาดเลย 
เพราะโลกเป็นที่ตั้งแห่งความไม่พอดี 
ความไม่พอดีและวุ่นวายเป็นธรรมชาติของโลก
หากใจนี้มันเข้าใจโลก
มันจะไม่คาดหวังอันใด
หรือเรียกร้องสิ่งใดจากโลกเลย

การเดินทาง แห่งจิตวิญญาณ

Image by CDD20 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ปัญหานั้นไม่ได้เกิดจากความคิด

ปัญหานั้นไม่ได้เกิดจากความคิดที่มาเยือนเธอ
แต่ เกิดจากการยึดในความคิดเหล่านั้นของเธอ
การให้พลังงานกับความคิดเหล่านั้น 
การให้อำนาจกับความคิดเหล่านั้น 
มีเพียงแค่เธอเท่านั้นที่สามารถ
ให้อำนาจกับความคิดเหล่านั้น 
พวกมันไม่มีอำนาจในตัวมันเอง
พวกมันไม่สามารถทำร้ายเธอได้ด้วยตัวมันเอง
มีเพียงแค่เธอเท่านั้นที่มอบอำนาจให้พวกมัน
โดยการอนุญาตให้ความคิดควบคุมเธอ
ด้วยการมองไปที่ความคิดแล้วก็หวาดกลัว 
หรือตอบโต้พวกมัน
นั่นคือจุดที่ปัญหาทุกอย่างเริ่มขึ้น

ท่านโอโช
แปล Ma Ojasbi
.
The problem is not with the thoughts that come to you but with your holding on to those thoughts. Giving them energy, giving them power. For only you can give them power. 
They have no power on their own. They cannot hurt you by themselves.
Only you give them power by allowing the thoughts to control you, by looking at the thoughts and fearing or reacting to them. That's where all the trouble begins.

Osho

Image by rschaubhut from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

จิตว่างเป็นจิตที่เต็มไปด้วยสติปัญญา


ว่าง ไม่ได้เเปลว่า ไม่มี
ว่างแบบพุทธนั้นมีทุกอย่าง 
แต่ว่างจากอหังการ ตัวกู...
จิตว่างไม่ใช่จิตไม่มี 
จิตว่างเป็นจิตที่เต็มไปด้วยสติปัญญา 
นั่นคือจิตว่าง แต่จิตโง่ 
เป็นจิตที่เต็มไปด้วยโลภะ โทสะ โมหะ 
มันมีแต่ความหวัง ปฏิบัติแล้ว
จะต้องได้นั้น จะต้องได้นี้ จะต้องได้โน้น 
ไม่ต้องได้อะไร อย่าไปหวังอะไร 
ยิ่งหวังยิ่งไม่ได้...

หลวงพ่อเอี้ยน วิโนทโก

Image by TobiasBrunner from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ความรู้ตัวก็จะพาจิต ออกมาจากความทุกข์


หลวงพ่อคำเขียน สุวณโณ ได้ชี้ให้เห็นว่า 
การปฏิบัติที่ถูกต้องมิได้อยู่ที่
การทำให้ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ หายไป 
จนจิตบังเกิดความสงบ 
แต่อยู่ที่การมีสติเห็นอาการเหล่านี้ 
โดยไม่ต่อต้านผลักไส 
ท่านได้ย้ำว่าอาการเหล่านี้ไม่ใช่เป็นตัวปัญหา 
ปัญหาอยู่ที่การไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้น
จนหลงเข้าไปในมันต่างหาก 
แต่เมื่อใดที่มันเกิดขึ้นก็ให้รู้ว่าเกิด 
เพียงเท่านี้ ความรู้ตัวก็จะพาจิต
ออกมาจากความทุกข์ 
และ (เปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี) ไปเอง คือ 
เปลี่ยนความโกรธให้เป็นความไม่โกรธ 
เปลี่ยนความโศกให้เป็นความไม่โศก 
เปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นความไม่ทุกข์ 
มองในแง่นี้ อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นกับใจ
ล้วนมีประโยชน์ทั้งนั้นหากตามรู้อยู่เสมอ
.
พระอาจารย์ไพศาล  วิสาโล

Image by KarstenBergmann from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

กาย เวทนา จิต ธรรม มันของอย่างเดียวกัน


ถาม : ในมหาสติปัฏฐาน บอกว่าทางนี้ 
เป็นทางสายเดียว เพื่อ...ความพ้นทุกข์  
ก็มี ต้องพิจารณากาย เวทนา  จิต ธรรม
ผู้ที่จะพ้นทุกข์  จะต้องพิจารณาทั้ง ๔ อย่าง
ทั้งหมด  หรือเปล่าครับ ?
.
ตอบ : กาย เวทนา จิต ธรรมน่ะ
อันนี้ มันของอย่างเดียวกัน 
รู้อันหนึ่ง ก็เหมือนรู้หมด  
เหมือนเรารู้คน คนหนึ่ง  ก็รู้หมดทุกคน
ในโลก  เหมือนเรา รู้จักลิงตัวหนึ่ง
ลิงตัวอื่นนอกนั้น  เหมือนลิงตัวนี้เหมือนกัน
นี่  จะพูดกันง่าย ๆ
หลักใหญ่ของสติปัฏฐาน มันเป็นอย่างนี้
อันนั้น  มันเป็นลักษณะของมัน
เมื่อรู้กาย  เวทนา  จิต  ธรรม
สักแต่ว่า  กาย
สักแต่ว่า  เวทนา
สักแต่ว่า  จิต
สักแต่ว่า  ธรรม
มันเป็นสักแต่ว่าทั้งนั้นแหละ  ทั้ง ๔ นั่นน่ะ
มันก็พอแล้วนะ  
ถึงแม้ว่า...
มันจะรู้อันเดียว  มัน ก็ได้

หลวงปู่ชา  สุภัทโท  

ที่มา: จากมรดกธรรมเล่มที่ ๓๔ คำตอบหลวงปู่ชาหน้า ๕๑

จากเพจ วัดพระธาตุขุนบง

Image by Couleur from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




 

คำว่าตายก่อนตาย คือ



คนเรานี้ตายทุกคน
แต่ว่าไม่ได้ตายก่อนตาย
เพราะว่ายังมีสิ่งที่ห่วงหาอาลัยอาวรณ์
หลงยึดมั่นถือมั่นอยู่
ถึงกายตายจริงๆ แต่จิตยังข้องอยู่
มันก็จะติดข้องไป
เวียนเกิดเวียนตายอยู่ร่ำไป
คำว่าตายก่อนตาย คือ
ใจมันดับลง มันมอดลง
จากความห่วงหาอาลัยอาวรณ์
สิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลก
เรียกว่าหมดเยื่อใยทั้งหลายทั้งปวง
ความรัก ความชัง
ความมี ความเป็นทั้งหลาย
มันอิ่ม มันพอแล้ว
มันคลายออกแล้วนั่นละ
เรียกว่ามันดับสนิท…

พระมหาวรพรต กิตฺติวโร

Image by Couleur from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 


สิ่งที่มีลักษณะทั้งปวง
ย่อมเป็นมายา
ถ้าสามารถเห็นแจ้งว่า
รูปลักษณะทั้งปวง
โดยความจริงแล้ว
ไม่มีสภาวะแห่งรูปลักษณะ
ก็ย่อมเห็นตถาคตได้

-วัชรสูตร-

Image by Peggy_Marco from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

การเห็นความไม่เที่ยง คือ "การหลุดพ้นจากทุกข์”


เมื่อเห็นว่าสิ่งหนึ่ง ตั้งอยู่เพียงชั่วขณะ
เราจึงปลดปล่อยตนเอง 
จากภาพลวงตา ของความคงทน 
และของความต่อเนื่อง
ทุกสิ่งที่เป็นที่รัก และเป็นที่ชื่นชอบของเรา 
จะจากเราไป ในไม่ช้า
ทุกสิ่งที่ทำสำเร็จ หายไปแล้ว โลกเป็นเช่นนี้
นั่นเป็นจุดเริ่มต้น ของการค้นหาสิ่งใหม่ 
สิ่งที่ไม่สามารถสูญหายได้ 
การเห็นความไม่เที่ยง เป็นธรรมดาของสิ่งทั้งปวง
แม้เพียงชั่วขณะ นี่คือ "เห็นธรรม"
เห็นเช่นนี้แล้ว จะไม่ถูกจองจำ ในโลก
บุคคลพึงมีสติ ระลึกรู้เห็น ความไม่เที่ยงในจิต
การเห็นความไม่เที่ยง คือ "การหลุดพ้นจากทุกข์”

ชีวา นาวิน จากกลุ่ม เซน

Image by akirEVarga from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา