เราเป็นเจ้าของสิ่งใดไม่ได้จริงๆ


เมื่อเธอเป็นเจ้าของ
ความกลัวก็จะตามมา
และแม้เธอจะเรียกมันว่ารัก
แต่มันก็ห่างไกลจากความรัก
ท่านกฤษณมูรติ
When you posses, there is fear;
and though you may call it love, it is far from love.
Jiddu Krishnamurti

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

22 เม.ย.69


 

คำว่า “ปฏิบัติธรรม” คืออย่างไร?


คำว่า “ปฏิบัติธรรม” คืออย่างไร?
มาทำความเข้าใจให้ถูกตรง
“ปฏิบัติธรรม” ก็คือ เอาธรรมมาปฏิบัติ เอาธรรมมาใช้ เอามาใช้ดำเนินชีวิต ทำการทำงาน คือเอาธรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตจริงนั่นเอง
...ถ้ายังไม่ได้ใช้ ก็ไม่เรียกว่าเป็นการปฏิบัติ
คำว่า “ปฏิบัติ” นี้ เดิมนั้นแปลว่า “เดินทาง” มาจากภาษาบาลี ของเดิมนี้มีคำคล้ายๆกันอีกคำหนึ่งคือ “ปฏิปทา”
ปฏิปทา แปลว่าอะไร จะเห็นได้ในคำว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” ที่เราแปลกันว่า “ทางสายกลาง” มัชฌิมา แปลว่า สายกลาง และปฏิปทา แปลว่า ทาง คือ ที่ที่จะเดิน คำว่าปฏิปทา ก็คือที่ที่จะเดิน
คำว่า ปฏิปทา กับคำว่า ปฏิบัติ นี้เป็นคำเดียวกัน รากศัพท์อันเดียวกัน ถ้าเป็นกริยาก็มีรูปเป็น ปฏิปชฺชติ เช่นในคำว่า “มคฺคํ ปฏิปชฺชติ” แปลว่า เดินทาง
เพราะฉะนั้น ปฏิปชฺชติ มาเป็น ปฏิบัติ หรือเป็น ปฏิปทา ก็ตาม ก็แปลว่า การเดินทาง หรือแปลว่า ทางที่เดิน
ถ้าเป็นการเดินทางก็นิยมใช้ในรูปว่า “ปฏิปตฺติ” หรือไทยใช้ว่า “ปฏิบัติ” ถ้าเป็นทางที่เดินก็นิยมใช้ “ปฏิปทา” เพราะฉะนั้น เราเอาถ้อยคำสำหรับสิ่งที่เป็นรูปธรรมนั่นเอง มาประยุกต์ใช้ในทางนามธรรม
เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรม ก็คือ เอาธรรมมาใช้ในการเดินทางชีวิต หรือเอามาช่วยให้ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง หรือเอามาช่วยในการเดินทางชีวิต เพื่อให้การดำเนินชีวิตนั้นเป็นไปด้วยดี
การปฏิบัติธรรมก็จึงเป็นเรื่องกว้างๆ ไม่เฉพาะการที่จะปลีกตัวออกจากสังคม ไปอยู่ที่วัด ไปอยู่ที่ป่า แล้วก็ไปนั่งบำเพ็ญสมาธิ ... การปลีกตัวไปปฏิบัติแบบนั้น ก็เรียกว่าเป็นการปฏิบัติแบบ intensive เป็นการปฏิบัติแบบเข้มข้น หรือลงลึกเฉพาะเรื่อง
ที่จริงนั้น การปฏิบัติธรรมต้องมีตลอดเวลา เรานั่งกันอยู่ในที่นี้ ก็ต้องมีการปฏิบัติธรรม คือเอาธรรมมาใช้ เมื่อปฏิบัติสิ่งนั้น ทำสิ่งนั้นอย่างถูกต้อง ก็เป็นการปฏิบัติธรรม
ดังนั้น ถ้าตนมีหน้าที่ศึกษาเล่าเรียน มีความขยันหมั่นเพียร ตั้งใจเล่าเรียน เล่าเรียนให้ได้ผล ก็เป็นการปฏิบัติธรรม เช่น เล่าเรียนโดยมี อิทธิบาท ๔
มีฉันทะ พอใจรักในการเรียนนั้น
มีวิริยะ มีความเพียร ใจสู้
มีจิตตะ เอาใจใส่ รับผิดชอบ
มีวิมังสา คอยไตร่ตรอง ตรวจสอบ ทดสอบ ทดลองให้ได้ผลดียิ่งขึ้นไป
อย่างนี้ก็เรียกว่า “ปฏิบัติธรรม” หรือในการทำงานก็เหมือนกัน
แม้แต่ออกไปในท้องถนน ไปขับรถ ถ้าขับโดยรักษากฎจราจร ขับเรียบร้อยดีไม่ประมาท มีความสุภาพ หรือลึกเข้าไป แม้กระทั่งว่า ทำจิตใจให้สบาย ไม่เครียด มีความผ่องใสสบายใจในเวลาที่ขับรถนั้นได้ ก็เป็นการปฏิบัติธรรมในระดับต่างๆ
แล้วแต่ว่าใครจะสามารถเอาธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิต หรือในการทำกิจหน้าที่นั้นๆ ให้ได้ผลแค่ไหนเพียงไร ก็เรียกว่า “ปฏิบัติธรรม” ทั้งนั้น
เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมที่แท้จริงนั้น ต้องมีอยู่ตลอดเวลา เพราะเราทุกคนมีหน้าที่ต้องดำเนินชีวิตให้ดีงามถูกต้อง
แม้แต่การนั่งฟังปาฐกถานี่ ก็มีการปฏิบัติธรรม เมื่อตั้งใจฟัง ฟังเป็น ใช้ความคิดพิจารณาไตร่ตรองสิ่งที่รับฟังนั้น ทำให้เกิดปัญญาขึ้น ก็เป็นการปฏิบัติธรรมทั้งนั้น..
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
ที่มา : จากหนังสือ “ปฏิบัติธรรมให้ถูกทาง”
## ท. ส. ปัญญาวุฑโฒ -รวบรวม. ##
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

22 เม.ย.69


 

จิตเดิมแท้สงบอยู่แล้ว


จิตเดิมแท้สงบอยู่แล้ว (本心自安)
ผู้คนจำนวนมาก
พยายามทำให้จิตสงบ (求安心)
แต่ไม่รู้ว่า
จิตเดิมแท้ (本心) สงบอยู่แล้ว (自安)
ความไม่สงบ (不安)
เกิดจากความคิดปรุงแต่ง (妄想)
ถ้าหยุดความคิดปรุงแต่ง (息妄想)
จิตเดิมแท้ก็ปรากฏ (本心現)
ไม่ต้องจงใจสร้างจิตสงบ (不須作安)
เพียงหยุดความหลง (止妄)
จิตก็สงบเอง (自安)
ปรมาจารย์ตั๊กม้อ
จาก
คัมภีร์ตั๊กม้อ (5) คัมภีร์ตั้งจิตให้สงบ (安心法門)
ของพระโพธิธรรม (菩提達磨)
โดย อ.สุวินัย ภรณวลัย
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

22 เม.ย.69


 

สามมิติของการเดินทางในธรรม


“สามมิติของการเดินทางในธรรม…
จากการรู้ตัว สู่ความเมตตา และความว่าง”
หลายคนที่ก้าวเข้ามาในวัด
ลึก ๆ แล้วไม่ได้ต้องการอะไรนอกจาก
“พื้นที่ฝึกใจ”
พื้นที่ที่ได้กลับมาอยู่กับตัวเอง
ได้มองเห็นความจริงของชีวิต
ได้ลองเรียนรู้สิ่งที่โลกภายนอกไม่เคยสอน
แต่เคยสังเกตไหม…
การฝึกอยู่คนเดียว กับการฝึกท่ามกลางผู้คน
มันให้ผลต่างกันอย่างน่าประหลาด
บางครั้ง…เราอาจตั้งใจมากขึ้น
เพราะ “เกรงใจคนอื่น”
บางครั้ง…เรากลับมีกำลังใจ
เพราะเห็นเพื่อนร่วมทาง
และบางครั้ง…เราก็ไม่กล้าแสดง “ด้านมืด”
ของตัวเองออกมา
นี่แหละ…คือธรรมชาติของผู้ปฏิบัติ
ไม่ได้มีใครสมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้น
---
###
🌿
1. ฝึกตัวเอง — กลับมาที่ “ความรู้สึกตัว”
หัวใจของการปฏิบัติทั้งหมด
ไม่ว่าจะเรียนอะไร ฟังธรรมแค่ไหน
สุดท้ายก็กลับมาที่ “การรู้สึกตัว”
แต่ต้องระวังสิ่งหนึ่ง…
**“รู้ตัว” กับ “บังคับให้สงบ” ไม่เหมือนกัน**
หลายคนเผลอไป “กด” ใจให้สงบ
เผลอไป “สร้าง” ความนิ่งขึ้นมา
แต่การรู้ตัวที่แท้จริง…
มันต้องเบา สบาย และเป็นธรรมชาติ
เหมือนเรามองเด็กคนหนึ่ง
ถ้าเราไปจ้องให้เขา “เป็นธรรมชาติ”
เขาจะเกร็งทันที
แต่ถ้าเราแค่ดูเฉย ๆ
เราจะเห็นเขาอย่างที่เขาเป็น
จิตใจก็เหมือนกัน
อย่าไปบังคับมัน
แค่ “รู้” อย่างอ่อนโยน
แล้วปล่อยให้มันแสดงตัวของมันเอง
---
###
🌿
2. อยู่กับโลก — ด้วย “เมตตาและกรุณา”
การฝึกตัวเองคือเรื่องของ “สติ”
แต่การอยู่กับคนอื่น…คือเรื่องของ “หัวใจ”
เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก
และธรรมะก็ไม่ใช่การหนีผู้คน
**หัวใจของการสัมพันธ์กับผู้อื่น
คือ เมตตาและกรุณา**
คือความปรารถนาให้เขา
“มีความสุข” และ “พ้นทุกข์”
แต่ความจริงคือ…
เรามักเมตตาได้ง่ายกับคนที่เรารัก
และยากเหลือเกินกับคนที่เราไม่ชอบ
ตรงนี้แหละ…คือบทเรียนสำคัญ
คนที่เราไม่ชอบ
บางทีไม่ใช่ปัญหาของเขา
แต่คือ “กระจก” ที่สะท้อนตัวเรา
ลองถามตัวเองดูเบา ๆ ว่า
* เวลาเขาทุกข์…เราแอบสะใจไหม
* เวลาเขาได้ดี…เราอิจฉาไหม
ถ้าเห็น…ไม่ต้องโทษตัวเอง
แค่รู้…ก็เริ่มเปลี่ยนได้แล้ว
---
###
🌿
3. แก่นของธรรม — คือ “ความว่าง”
สุดท้ายแล้ว…
สิ่งที่ธรรมะพาเราไปเห็น
ไม่ใช่แค่การสงบ
ไม่ใช่แค่การเป็นคนดี
แต่คือการเห็นว่า…
**“ทุกอย่างที่เรายึดว่าเป็นจริง…
มันไม่จริงอย่างที่คิด”**
ความคิด…ไม่จริง
อารมณ์…ไม่จริง
แม้แต่ “ตัวเรา”…ก็ไม่จริงอย่างที่เคยเชื่อ
มันเหมือนตอนเราดูหนัง
ตอนอิน…เราร้องไห้ หัวเราะ กลัว
เหมือนทุกอย่างเป็นเรื่องจริง
แต่พอ “รู้ตัว”
เราจะเห็นทันทีว่า…มันก็แค่ภาพ
ชีวิตก็เหมือนกัน
เมื่อมีสติ
ความจริงที่เคยแน่นหนา…จะเริ่มบางลง
และในความบางนั้น
เราจะเริ่มเห็น “ความว่าง”
---
###
🌿
ทางเดินที่เรียบง่าย แต่ลึกซึ้ง
ถ้าจะสรุปการปฏิบัติทั้งหมดให้เหลือสั้นที่สุด
* **ฝึกตัวเอง → ด้วยสติ (Awareness)**
* **อยู่กับผู้อื่น → ด้วยเมตตา (Compassion)**
* **เข้าใจชีวิต → ด้วยปัญญาเห็นความว่าง (Emptiness)**
สามสิ่งนี้…ไม่ต้องแยกกันทำ
แต่ค่อย ๆ เติบโตไปพร้อมกัน
---
บางวัน…เรารู้สึกตัวได้
บางวัน…เราหลงไปทั้งวัน
บางวัน…เรามีเมตตา
บางวัน…ใจเราก็แข็ง
ไม่เป็นไรเลย
เพราะการปฏิบัติ
ไม่ใช่การทำให้ “สมบูรณ์แบบ”
แต่คือการ “รู้ตามความเป็นจริง”
ทีละนิด…ทีละนิด
จนวันหนึ่ง…
เราอาจค้นพบว่า
ความสงบที่เคยตามหา
จริง ๆ แล้ว
มันอยู่กับเรามาตลอดแล้ว
---
พระอาจารย์เอกวีร์ มหาญาโณ
เรียบเรียงโดย
คุณ Aramboy Watsanamjai
                                                  ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง

เรียบเรียงจากคำบรรยาย

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

22 เม.ย.69


 

รุ่งอรุณ แห่งปัญญา


การรู้ว่าเธอเป็นผู้ต้องขัง
ของความคิดเธอเอง
ว่าเธออาศัยอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ
ที่เธอสร้างขึ้นเอง
คือรุ่งอรุณ แห่งปัญญา
To know that you are a prisoner
of your mind, that you live in an
imaginary world of your own
creation, is the dawn
of wisdom
Nisargadatta Maharaj
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

22 เม.ย.69


 

จุดเริ่มต้นแห่งอิสรภาพ


จุดเริ่มต้นแห่งอิสรภาพ
คือการตระหนักรู้ว่า
คุณไม่ใช่ผู้เป็นเจ้าของ — (ไม่ใช่ผู้คิด)
การรู้เช่นนี้ทำให้คุณสามารถสังเกตผู้คิดได้
ในขณะที่คุณเริ่มสังเกตผู้คิด
ระดับจิตสำนึกที่สูงขึ้นก็จะถูกกระตุ้น
คุณจะเริ่มตระหนักว่า
มีอาณาจักรแห่งปัญญา
อันกว้างใหญ่ไพศาลอยู่เหนือความคิด
ความคิดเป็นเพียงแง่มุมเล็กๆ ของปัญญานั้น
คุณยังตระหนักอีกว่าสิ่งต่างๆ
ที่สำคัญอย่างแท้จริง
— ความงาม ความรัก ความสร้างสรรค์
ความสุข ความสงบภายใน —
ล้วนเกิดขึ้นจากสิ่งที่เหนือความคิด
THE BEGINNING OF FREEDOM is the realization that
you are not the possessing entity — the thinker.
Knowing this enables you to observe the entity.
The moment you start watching the thinker, a higher level of consciousness
becomes activated. You then begin to realize that
there is a vast realm of intelligence beyond thought,
that thought is only a tiny aspect of that intelligence.
You also realize that all the things that truly matter
— beauty, love, creativity, joy, inner peace — arise from beyond the mind.
Eckhart Tolle,
Practicing the Power of Now
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

22 เม.ย.69