เราต้องพร้อมที่จะละทิ้งความคิดเห็น


หากต้องการให้สิ่งต่างๆ เปิดเผยตัวเองต่อเรา
เราต้องพร้อมที่จะละทิ้งความคิดเห็น
ของเราต่อสิ่งเหล่านั้น

ท่านติช นัท ฮันห์

For things to reveal themselves to us, we need to be ready 
to abandon our views about them.

Thich Nhat Hanh

กลุ่ม Zen and other meditations

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

22 ธ.ค.68 


 

อยู่กับปัจจุบัน



.. ปล่อยวางอดีต
อะไรที่ผ่านมาแล้ว ก็ปล่อยให้มันผ่านไป
.. ปล่อยวางอนาคต
สิ่งที่ยังมาไม่ถึง อยู่กับปัจจุบัน
มีสติ มีความรู้สึกตัวให้ต่อเนื่องกันไป
วิถีก็จะสอดรับไปกับวิถีของธรรมชาติ
ก็คือ อยู่กับปัจจุบัน
.. การอยู่กับปัจจุบัน
ก็ไม่ใช่หมายถึงว่าไม่ต้องไปคำนึงถึงอนาคต
สามารถพิจารณาโดยแยบคายได้
ถึงสิ่งที่ควรทำ
ถึงเหตุปัจจัยที่จะเกิดขึ้น
พอพิจารณาแล้วก็วางลง
กลับมามีสติ มีความรู้สึกตัวอยู่
สามารถน้อมนำเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาแล้ว
มาพิจารณาโดยแยบคาย
เป็นบทเรียนสอนใจตัวเอง
เป็นหลักในการดำเนินชีวิต
นำมาปรับปรุงแก้ไข
แล้วก็ปล่อยให้ผ่านไป
ไม่ใช่ว่าจมไปกับอดีต
ติดค้าง รู้สึกผิดต่างๆ
แต่พิจารณาเห็น
และเรียนรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้น
แล้วก็อยู่กับปัจจุบันต่อไป
เพราะฉะนั้น คำว่า "อยู่กับปัจจุบัน"
ในพระพุทธศาสนา ก็คือ
.. การมีสติ
.. มีสัมปชัญญะ
.. มีความรู้สึกตัวอยู่
จะพิจารณาอดีตที่ผ่านมา
ก็พิจารณาด้วย "สติปัญญา"
ใคร่ครวญพิจารณาถึงอนาคตต่างๆ
ในสิ่งที่ควรทำ
.. พิจารณาด้วยสติปัญญา
.. มีความตระหนักรู้อยู่
.. มีความรู้สึกตัวอยู่
จะต่างจากการที่ปล่อยจิตใจ
ให้วกวน ไปกับเรื่องอดีต
หรือไหล ไปกับอนาคต
โดยขาดสติสัมปชัญญะ
ขาดความตระหนักรู้นั่นเอง
เรียกว่า "อยู่กับปัจจุบัน"
เพราะฉะนั้น "อยู่กับปัจจุบัน"
ก็สามารถพิจารณาถึงอดีตได้
พิจารณาถึงอนาคตก็ได้
ด้วยความมีสติสัมปชัญญะ
ด้วยสำนึกรู้ที่ถูกต้องนั่นเอง
อันนี้เราก็สามารถใช้
มาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตได้
ไม่ใช่ว่า...
พระพุทธศาสนาสอนให้อยู่กับปัจจุบัน
ก็ไม่คิดถึงอนาคตเลย
ใช้ชีวิตอยู่กับตรงหน้าอย่างเดียว
ก็ไม่ได้ขนาดนั้น
สามารถคำนึงพิจารณาได้
ด้วยความมีสติสัมปชัญญะ
ด้วยสติปัญญา
แล้วก็สามารถ...
ทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีต
มาเป็นบทเรียนสอนใจ
จะได้มีความสำรวมระวังให้ดี
ในกาลต่อไปอย่างนี้
.. ว่ากำลังทำอะไรอยู่
.. กำลังใคร่ครวญสิ่งใด
.. กำลังพิจารณาสิ่งใด
.. สิ่งใดควรละ สิ่งใดควรทำ
.. มีสติสัมปชัญญะอยู่นั่นเอง
.
พระมหาวรพรต กิตฺติวโร
เช้าวันที่ 23 ตุลาคม 2566
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

22 ธ.ค.68 


 

การเข้าไปเป็นเจ้าของมันน่ะแหละคือปัญหา


ศิษย์: อาจารย์บอกว่าความรู้สึก "เป็นกลาง" แต่ผมรู้สึกว่ามันเป็นของตัวเองมากๆ เลย
อาจารย์: ที่รู้สึกว่าเป็นของตัวเอง เพราะเธอเสพติดการเอาทุกอย่างมาเป็น "ของๆ เรา" ต่างหาก
ศิษย์: แต่ความรู้สึกดีๆ มันก็ดีกว่านะครับ
อาจารย์: มันรู้สึกดีกว่าสำหรับคนที่เอาแต่ความสบาย แต่ไม่ได้ดีกว่าในความเป็นจริง
ศิษย์: งั้นความรู้สึกก็ไม่ใช่ปัญหานะครับ?
อาจารย์: ความรู้สึกไม่เคยเป็นปัญหา แต่การเข้าไปเป็นเจ้าของมันน่ะแหละคือปัญหา

Student: You say experience is neutral, but it feels intensely personal.
Master: It feels personal because you’re addicted to taking everything personally.
Student: But pleasant experiences do feel better.
Master: They feel better to the one demanding comfort, not to reality.
Student: So the experience itself isn’t the problem?
Master: Experience never was. Your ownership of it is.
เพจ Living Zen

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

22 ธ.ค.68 


 

ฝึกหัดธรรมะ ต้องฝึกกับคู่ต่อสู้คือความคิด


**ฝึกหัดธรรมะ ต้องฝึกกับคู่ต่อสู้
ไม่ใช่ต่อสู้กับคนภายนอก
ต่อสู้กับความคิด
พอมันคิด...ก็เออ-มันคิดมาแล้ว
รู้-เข้าใจ-สัมผัสได้
ความคิดมันถูกหยุดทันที
รู้ความคิด-มันหยุดแล้ว มันก็ไม่ถูกปรุงแล้ว**
ถ้าปรุง นั่นเรียกว่า ‘สังขารปรุงแต่ง’
สังขารคือปรุง รูปกายนี่อันหนึ่ง-
อันนี้มันเป็นส่วนนอก
**สังขารปรุง-ความคิดนี่ปรุงแต่ง
มันแต่งให้ทุกข์-ให้สุข ให้ดี-ให้ชั่ว
มันพูดอยู่คนเดียว
ถ้าเราไม่เห็น มันก็เข้าไปในความคิด
เข้าไปแล้ว-ออกไม่เป็น ทุกข์อยู่ตลอดเวลา**
เหมือนกับคนเข้าถ้ำ เข้าถ้ำนี่-นึกว่าตัวเองเห็นถ้ำ
นี่ไม่เห็น-เพราะอยู่ในถ้ำ มันมืดตื๋อ
ออกมานอกถ้ำถึงเห็น เห็นปากถ้ำ-เห็นในถ้ำ
นี่เราออกมานอกความคิด
**พอมันคิด เราออกนอกความคิดเลย
ให้เอาสติหรือปัญญาดูความคิด
เห็น-รู้-เข้าใจ ความคิดถูกหยุดเลยทันที*
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

22 ธ.ค.68 


 

มนุษย์คือผู้โชคดีและโชคร้าย


คำถามเดียวกัน แต่ต่างคำตอบ ต่างภพภูมิ ต่างวาระ ต่างบารมี ต่างความคิด ต่างการกระทำ ต่างจุดมุ่งหมาย
" ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์อยากจะทำอะไร "
#เทวดา ตอบว่า
" เราจะพิจารณาธรรม เพราะมนุษย์มีกายสังขาร ที่เหมาะกับการพิจารณาธรรมมาก ร่างกายของมนุษย์เป็นเครื่องมือที่ใช้พิจารณาธรรมได้ดีที่สุด น่าอิจฉาพวกมนุษย์จริงๆ "
#พญานาค ตอบว่า
" บวชสิ ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เราจะบวช ... เป็นพญานาคมีฤทธิ์มากก็จริง แต่บวชไม่ได้ พ้นทุกข์ไม่ได้ ไม่เหมือนมนุษย์ พระพุทธเจ้าไม่อนุญาตให้นาคบวช แต่มนุษย์บวชได้ มนุษย์ไปนิพพานได้ แสนประเสริฐ "
" ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง คราวนี้เราจะไปทำบุญใส่บาตรทุกวัน ไม่ต้องมานั่งรอคนอุทิศส่วนกุศลมาให้เราอีก ไปทำเองเลย เพิ่มบารมีได้เร็วทันใจดี "
" ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เราจะสงเคราะห์สัตว์ตัวอื่นๆ ... เป็นสัตว์นั้นทุกข์มาก พูดก็ไม่ได้ คิดอะไรฉลาดๆ ก็ไม่ได้ ... เป็นมนุษย์มีสมอง มีปัญญา เราจะใช้ปัญญาของมนุษย์ทำให้ตัวเองไม่ต้องมาเป็นสัตว์อีก "
#เปรต ตอบว่า
" เราไม่อยากมีหน้าตาน่าเกลียด ไม่อยากมีปากเท่ารูเข็ม มีรูปร่างสูงเหมือนต้นตาล ... ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เราจะถือศีล จะได้ไม่ต้องมาเป็นเปรตผู้หิวโหย อดๆ อยากๆ ทนทุกข์ทรมานแบบนี้ "
" ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เราจะทำความดี จะไม่ผิดศีลอีก จะปฏิบัติธรรม ... เพราะนรกมันร้อน มันโหดร้าย อยู่แล้วมีแต่ความเจ็บปวด ทุรนทุราย ... ถ้าข้ามีโอกาสอีกครั้ง เราจะไม่ทำเลว เราไม่อยากทรมาน ไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นสัตว์นรกอีก "
แต่เมื่อถามคำถามเดียวกัน
#มนุษย์ตอบว่า.....อยากรวย..!!!!!
อนิจจาน่าสงสารมนุษย์ผู้ที่อยากรวยแต่ทรัพย์สมบัติภายนอก ทั้งที่มีโอกาสจะทำบุญกุศลมากกว่าเพื่อน ทำให้มีอริยทรัพย์คือทรัพย์อันประเสริฐเป็นของติดตัว อยู่ภายในใจ มี ๗ สิ่งคือ สัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ ปัญญา
บทความไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจน
🌼🌼🌼
***มนุษย์แม้จะมีเวลาสั้นมาก เมื่อเทียบกับภพภูมิต่างๆ แต่ก็โชคดีกว่าภพภูมิอื่น เพราะมีโอกาสพาตัวพ้นทุกข์มากที่สุด
เมื่อโชคดีได้เป็นมนุษย์แล้ว พึงตระหนักว่า การเรียน การทำมาหากิน การมีครอบครัว ฯลฯ เป็นแค่เพียงเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น มิพึงควรเป็นจุดหมาย ที่ต้องทุ่มเทเวลาของชีวิตทั้งหมดให้
พึงตั้งจุดหมายให้ควรค่าและคุ้มค่ากับโอกาสที่ได้มา (โดยยากนี้)..ระลึกไว้เสมอว่า การได้เป็นมนุษย์นี้คือโอกาสทองที่สุดแล้ว...***
ภาพ AI พุทธศิลป
โดย Noon Ninin

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

22 ธ.ค.68