มีผู้ถามว่า

การปฏิบัติ (修行) จำเป็นหรือไม่?

พระอาจารย์กล่าวว่า

ถ้าไม่เห็นธรรมชาติแท้ของจิต (不見性)
การปฏิบัติทั้งหลาย ล้วนเป็นเพียงเหตุแห่งการเวียนว่าย (輪迴之因)

ถ้าเห็นธรรมชาติแท้ของจิต (見性)
การกระทำทุกอย่าง 
ล้วนเป็นการปฏิบัติ (皆是修行)

ผู้เห็นจิต
เดิน ยืน นั่ง นอน ล้วนอยู่ในมรรค

ผู้ไม่เห็นจิต
แม้นั่งสมาธิทั้งวัน ก็ยังห่างจากมรรค

---

จาก คัมภีร์ตั๊กม้อ (6) หกคำถามแห่งเส้าซื่อ (少室六問) ของพระโพธิธรรม (菩提達磨) 

โดย อ.สุวินัย ภรณวลัย

ภาพ Pinterest


ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)


21 ก.ย.69

   


การเป็นอิสระจากอัตตา


"สักวันหนึ่งฉันจะเป็นอิสระจากอัตตา 
ฉันจะตื่นรู้” 
ใครกำลังพูดอยู่? 
ก็อัตตานั่นเองแหละ 

ความจริงการเป็นอิสระจากอัตตา
ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก 
สิ่งที่คุณต้องทำคือตระหนักรู้
ถึงความคิดและอารมณ์ของตัวเอง
—อย่างที่มันเกิดขึ้น 
นี่ไม่ใช่การ “ทำ" อะไร
แต่เป็นการ “รู้” อย่างตื่นตัว 
ในแง่นั้น มันจึงเป็นความจริงที่ว่า
ไม่มีอะไรที่คุณสามารถทำได้
เพื่อเป็นอิสระจากอัตตา 

แต่เมื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น 
คือเปลี่ยนแปลงจากการคิด
ไปสู่การตระหนักรู้ 
สติปัญญาที่ยิ่งใหญ่กว่า
ความฉลาดของอัตตา
จะเริ่มทำงานในชีวิตของคุณ

“One day I will be free of the ego: I will awaken.” Who is talking? The ego. To become free of the ego is not really a big job but a very small one. All you need to do is be aware of your thoughts and emotions—as they happen. This is not really a “doing,” but an alert “seeing.” In that sense, it is true that there is nothing you can do to become free of the ego. When that shift happens, which is the shift from thinking to awareness, an intelligence far greater than the ego’s cleverness begins to operate in your life.

Eckhart Tolle 

ภาพ Pinterest


ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

21 ก.ย.69


 

ประตูคุกก็จะเปิดออกเอง


โดยทั่วไป คนเรามักมองอิสรภาพ
ในแง่ของประสบการณ์ทางกายภาพ 
(หรือภายนอก) คือ ได้สิ่งที่อยากได้ 
ไม่ได้สิ่งที่ไม่อยากได้  
ทำสิ่งที่อยากทำ ไม่ต้องทำสิ่งที่ไม่อยากทำ 
ไปในที่ที่อยากไป ไม่ต้องไปในที่ที่ไม่อยากไป และอื่นๆ อีกมากมายไม่รู้จบ

สำหรับผู้ที่มองอิสรภาพ
ในแง่ของการบริโภคและประสบการณ์ 
เงินจึงสำคัญยิ่ง เศรษฐีคนหนึ่ง
เคยบอกอาตมาว่า การมีเงินมากๆ 
ทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นซูเปอร์ฮีโร่ 
เงินเป็นพลังพิเศษของเขา 
มันให้สิ่งดีๆ ให้สถานะทางสังคมแก่เขา 
เขายอมรับว่ามันทำให้เขา
รู้สึกเหนือกว่าคนที่ไม่มีเงิน

แต่ท้ายที่สุดแล้ว 
อิสรภาพทางวัตถุเป็นเรื่องผิวเผิน 
อาจเปรียบได้กับความหรูหรา
ในห้องชั้นหนึ่งบนเรือไททานิก 
หรือห้องขังของเจ้าพ่อมาเฟีย 
ล้วนเป็นอิสรภาพภายในกรงขัง 
มิใช่อิสรภาพจากกรงขังนั้น

การหลับตาภาวนาช่วยให้เรามองเห็น
ว่าจิตใจของเราเองคอยขัดขวาง
ไม่ให้เราเป็นอิสระอย่างแท้จริงอย่างไร 
เราจะเจอข่าวร้ายก่อนคือ 
เราเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของตัวเอง 
แต่ข่าวดีที่ตามมาคือ 
ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น 
เราเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของตัวเองได้  
เมื่อปล่อยวางตัณหาทั้งปวง 
ประตูคุกก็จะเปิดออกเอง

พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ
แปลถอดความ โดย ศิษย์ทีมสื่อดิจิทัลฯ

ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)


19 ก.ย.69

 

คนฉลาดย่อมสร้างสะพาน คนโง่เขลาย่อมสร้างกำแพง

 


#คนฉลาดย่อมสร้างสะพาน
#คนโง่เขลาย่อมสร้างกำแพง

     ในความหมายนี้ก็คือ​ คนที่ฉลาดย่อมรู้จักที่จะเรียนรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากทุกสถานการณ์
​ทั้งภายในและภายนอก ภายใน คือเรื่องกายและใจ​
     ภายนอก คือสถานการณ์​และความเป็นไปทั้งหลายที่เกิดขึ้น​ ไม่แบ่งแยกธรรมชาติกับธรรมภายในตัว​ โดยเฉพาะการน้อมเข้าสู่การเรียนรู้เรื่องทุกข์​และ​การ​ดับทุกข์

    ส่วนคนโง่เขลา​ ก็จะตั้งกำแพงกีดกันตัวเองจากการเรียนรู้​ แย่กว่านั่นคือมีกำแพงความคิดของตัวเองอยู่ตลอดเวลา​ มีแต่มุมมองของตัวเอง​ ไม่เปิดใจเรียนรู้หรือสังเกตสิ่งใดๆ​ คนแบบนี้ยากต่อการพัฒนาจิตวิญญาณ​ตามแนวทางแห่งพระพุทธองค์

.
พระอาจารย์ครรชิต อกิญจโน

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn
        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)


19 ก.ย.69


ความฉลาดทางธรรม

ความฉลาดทางโลก...
อาจทำให้เรามีทุกอย่าง 
แต่ความฉลาดทางธรรม 
จะทำให้เรา ไม่มี...ทุกข์ 
การเก่งแจ้งในวิชาชีพ 
แต่แพ้พ่ายต่ออารมณ์ตนเอง
เปรียบเสมือนการฉลาดแกมโกง  
ที่หลอกได้ กระทั่งใจ 

การฝึกรู้...เท่าทันความโกรธ ความโลภ 
ความหลง ต่างหาก  คือ...ปัญญาที่แท้จริง 
เพราะชัยชนะ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 
คือการมีสติครองตน 
ให้อยู่...เหนือกระแสโลกที่ไม่แน่นอน

หลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธัมโม

ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)


19 ก.ย.69



 

สำคัญที่เรา “รู้สึกกับมันอย่างไร”





อะไรเกิดขึ้นกับเรา ไม่ร้ายเท่า
เรารู้สึกกับมันอย่างไร
ความสุข ไม่ได้อยู่ที่ว่า
มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับเราหรือไม่
ความทุกข์ ก็ไม่ได้อยู่ที่ว่า
มีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับเราหรือไม่
แต่สำคัญที่เรา “รู้สึกกับมันอย่างไร”

โอวาทธรรม พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
ส่วนหนึ่งในรายการคลิกใจให้ธรรม

ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

https://www.facebook.com/Jaturataweep/

19 ก.ย.69


 

 

 

การไม่ยึดก็คือ มีปัญญา


...เวลาใดที่เราเป็นทุกข์ 
เราก็ต้องพิจารณาว่า
ที่ได้เกิดความทุกข์นี่เพราะอะไร 
เพราะเราไปยึดถือ
ว่าเป็นของเรา เป็นของฉัน นั่นเอง 

ทรัพย์ของฉัน
สามีของฉัน ภรรยาของฉัน 
บ้านของฉัน รวมไปถึงประเทศของฉัน 
มันก็ยิ่งไปกันใหญ่ 
ถ้าใครไปยึดอย่างนั้น ความทุกข์มันก็เพิ่มขึ้น ยึดถือของน้อย ทุกข์มันก็มีปริมาณน้อยหน่อย แต่ถ้าใหญ่ก็มีปริมาณมาก 
ยึดมากก็ทุกข์มาก ยึดน้อยก็ทุกข์น้อย
แต่ถ้าเราไม่ยึดเสียเลย ก็ไม่ทุกข์ 

การไม่ยึด ก็คือมีปัญญา 
มีปัญญารู้เท่าทันในสิ่งนั้น
ตามสภาพที่เป็นจริง 
คือรู้ว่าอะไรๆ มันก็มีแต่เพียง ๓ เรื่องเท่านั้น 
คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป 
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป 
สภาพมันเป็นเช่นนั้นอยู่ตลอดเวลา
อย่าไปจับเอาตอนใดตอนหนึ่ง
ของสิ่งนั้นว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา 
เราก็ไม่มีปัญหา ไม่ต้องมีทุกข์
เพราะเรื่องอย่างนั้น...

ท่านปัญญานันทภิกขุ

ที่มา หนังสือ ทำดี วันคืนล่วงไปๆ 
บัดนี้เราทำอะไรอยู่ 

ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

https://www.facebook.com/Jaturataweep/

19 ก.ย.69

 

ทำจิตใจ ให้เหมือนใบบัว


ทำจิตใจ ให้เหมือนใบบัว
น้ำตกลงไปบนใบบัว เท่าไหร่ มันก็กลิ้ง
ออกไป ไม่ซึมเข้าไปในใบบัว...
เหมือนกับอารมณ์
ที่มากระทบใจ ถ้าเราไม่รับไว้
ใจ ก็ไม่เปียกปอน
หลวงปู่ชา สุภัทโท
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

29 พ.ค.69


 

การปล่อยวางที่แท้จริง...


การปล่อยวางที่แท้จริง...
ไม่ใช่การนิ่งเฉย หรือละทิ้งความรับผิดชอบ
แต่คือ การทุ่มเททำเหตุในปัจจุบัน
ให้ดีที่สุดด้วยสติที่เต็มเปี่ยม...
ส่วนผลลัพธ์ จะออกมาเป็นอย่างไรนั้น...
ให้วางใจ ยอมรับตามความเป็นจริง
เมื่อเราทำงานด้วยมือ
แต่ไม่แบกผลลัพธ์ไว้ที่ใจ
เราจะพบว่าความเหนื่อยทางกาย นั้น...
ไม่สามารถเบียดเบียนความสงบภายในได้เลย
ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์
แต่รักษาใจไม่ให้ยึดติด
นี่คือวิถีของการใช้ชีวิต
อย่างผู้รู้เท่าทันโลก
หลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธัมโม
วัดหนองป่าพง
ภาพ Pinterest

ที่มา  : เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

29 พ.ค.69


 

คำว่า “ทาน” ในความหมายหนึ่ง


เมื่อเราเริ่ม “เห็น” ความนึกคิดของตัวเอง
เห็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจ
โดยไม่เผลอไหลตามมันไป
ชีวิตจะค่อยๆ เปลี่ยนอย่างเงียบงาม
เราจะไม่หลงอารมณ์ ไม่ลืมตัว
ไม่ถูกความโกรธ ความอยาก
หรือความทุกข์ลากพาเหมือนแต่ก่อน
เพราะมีบางสิ่งตื่นขึ้นมาอยู่ภายใน
นั่นคือความรู้สึกตัว
หลวงพ่อเทียนสอนว่า
แท้จริงแล้วธรรมะไม่ได้อยู่ไกลเลย
ทุกอย่างอยู่ที่การกลับมารู้ทัน
จิตใจของตนเองในปัจจุบันนี้เอง
เมื่อมีใครพูดกระทบ ใจก็รู้
เมื่อความโกรธเกิดขึ้น ใจก็เห็น
เมื่อความทุกข์ก่อตัว ใจก็สัมผัสได้ทันที
การเห็นเช่นนี้ไม่ได้ทำให้เราแข็งกระด้าง
แต่กลับทำให้ใจค่อยๆ สงบ เบา
และเป็นอิสระจากการยึดถือ
คำว่า “ทาน” ในความหมายหนึ่ง
จึงอาจไม่ใช่เพียงการให้วัตถุ
แต่คือการเสียสละการเข้าไป
แบกอารมณ์ของตนเอง
ไม่ปล่อยให้คำพูดหรือเหตุการณ์ต่างๆ
เข้ามาครอบงำใจ
เมื่อใจไม่ขุ่นมัว ก็เรียกว่าสะอาด
เมื่อเห็นตามจริง ก็เรียกว่าสว่าง
และเมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น
ใจก็สงบลงเอง
สิ่งสำคัญคือ การปฏิบัติธรรม
ไม่จำกัดสถานที่ ไม่ว่าจะอยู่บ้าน
อยู่ที่ทำงาน อยู่กลางผู้คน
หรือแม้ไม่เคยเข้าวัดมาก่อน
ก็สามารถเริ่มต้นได้
เพียงแค่กลับมารู้ตัวในขณะนี้
รู้ว่ากำลังคิด รู้ว่ากำลังรู้สึก
รู้ว่ากำลังมีชีวิตอยู่ เท่านี้เอง
ธรรมะก็เริ่มทำงานแล้ว
คำสอนหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
สรุปโดย คุณ Aramboy Watsanamjai
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

13 พ.ค.69


 

อย่าตำหนิใคร



#อย่าตำหนิใคร
🌿
ภาพที่หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก ต้องการให้เราเห็น
ลองนึกภาพตามนี้…
เรานั่งอยู่ในศาลา
มีคนมากมายรอบตัว
บางคนยิ้ม
บางคนเงียบ
บางคนดูเหมือนมีเรื่องในใจ
บางคนดูเหมือนคนธรรมดา
แต่หลวงปู่บอกว่า
ในหมู่คนธรรมดานี้
อาจมีผู้ที่กำลังจะเป็นอริยบุคคล
อาจมีผู้ที่เป็นอริยบุคคลแล้ว
อาจมีผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์กว่าเรา
อาจมีผู้ที่มีเมตตาลึกกว่าเรา
ถ้าเราตำหนิใคร
เรากำลังตำหนิผู้ที่อาจสูงกว่าเราในทางธรรม
และนั่นคือบาปที่เกิดจากความไม่รู้
เพราะฉะนั้น
หลวงปู่จึงสอนให้เรา
อยู่ด้วยเมตตา อยู่ด้วยความถ่อมตน
อยู่ด้วยการให้อภัย
นี่คือการปฏิบัติธรรมที่แท้จริง
ไม่ใช่แค่การนั่งหลับตา
แต่คือการเปิดตา
เห็นความจริงของใจมนุษย์
คัดจากบทความ
โดยคุณ Visakha Bucha
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

13 พ.ค.69


 

ก็ถือว่าเป็น“การปฏิบัติธรรม”


การทำจิตใจให้เบิกบานผ่องใสได้
ก็ถือว่าเป็น“การปฏิบัติธรรม”
ทางพระพุทธศาสนาถือว่า
ความร่าเริง เบิกบาน ผ่องใส
เป็นลักษณะของจิตใจที่เจริญงอกงาม
การทำจิตใจได้อย่างนี้ก็เรียกว่า
เป็น “การปฏิบัติธรรม” แล้ว
ไม่ต้องทำอะไรมาก
เพียงทำใจให้เบิกบานผ่องใสได้
ก็เป็น “การปฏิบัติธรรม”
ทางพระท่านใช้คำว่า...
๑. มีปราโมทย์ ร่าเริงเบิกบานใจ
๒. มีปีติ อิ่มใจปลื้มใจ
๓. มีปัสสัทธิ ผ่อนคลายกายใจ
บางคนมีแต่ความเครียดทั้งวัน ความเครียดเป็นความเสียสุขภาพจิต
เป็นทางเสื่อมของจิตใจ สิ่งที่ตรงกันข้ามคือ “ปัสสัทธิ” ความผ่อนคลายกายใจ
๔. มีความสุข สะดวกใจ คล่องใจ ไม่มีอะไรมาบีบคั้นจิตใจ แล้วก็
๕. มีสมาธิ มีใจตั้งมั่น สงบ แน่วแน่ อยู่กับสิ่งที่ดีงามเป็นประโยชน์
ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับงาน ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เดือดร้อนวุ่นวาย
เอาละ! ขอให้ได้อย่างน้อยสักอย่างหนึ่งนี้ คือใจมีปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ
สุข สมาธิ มีความร่าเริง เบิกบาน ผ่องใส ในจิตใจ มีความปลื้มใจ มีความอิ่มใจ
มีความผ่อนคลายกายใจ ปลอดโปร่งโล่งใจ ขอให้มีอย่างนี้
ซึ่งแสดงออกมาในอาการที่ยิ้มแย้มแจ่มใสได้ และให้พัฒนายิ่งๆ ขึ้นไป
เริ่มแต่ให้มีเมตตาจิต ระลึกถึงผู้อื่นด้วยความปรารถนาดี
คิดที่จะทำประโยชน์ช่วยให้คนทั้งหลายมีความสุข
เรามาสำรวจดูว่า ใจของเรานี้มีคุณภาพดีขึ้นไหม
สมรรถภาพจิตใจของเราดี ขึ้นไหม
และสุขภาพจิตเช่นความสุขเบิกบานผ่องใสอย่างที่ว่ามาแล้ว
เรามีบ้างหรือเปล่า อย่างน้อยให้ได้ยิ้มบ้าง
ถ้ายิ้มไม่ได้เลยตลอดวัน ก่อนนอนต้องหาทางยิ้มให้ได้สักครั้งหนึ่ง
ออกไปยิ้มกับแม่บ้านหรือออกไปยิ้มกับพ่อบ้าน
ออกไปยิ้มกับลูกหรือกับใครสักคนหนึ่ง
คิดว่าวันนี้ก่อนวันจะหมดไปเราจะนอนหลับแล้ว ขอให้เราได้ทางใจบ้าง
ให้ยิ้มออกสักครั้งก็ยังดี ถ้าทำได้อย่างนี้ แม้ไม่ได้อะไรอื่น
ท่านก็ถึอว่าได้แล้ว นี่แหละ! เป็นความหมายของคำสอนที่ว่า
ไม่มากก็น้อย ต้องให้ได้อะไรบ้าง
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
ที่มา : ธรรมนิพนธ์ "สุขนี้มิไกล :
ใครปัญญาไวหาได้ทุกสถาน"
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

13 พ.ค.69



 

ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว


ถ้ารู้ความจริง
ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว
สิ่งที่น่ากลัวจริงๆ
คือการที่ต้องกลับมาเกิด
ความตายเป็นสิ่งที่ทุกๆ คนต้องเจอ
หนีไม่พ้น เมื่อรู้ว่าจะต้องตายแน่นอน
ก็ไม่ควรประมาท เร่งปฎิบัติเรียนรู้ กาย-ใจ
จนวาง กาย-ใจ นี้ได้
แล้วจะถือว่าเรา
ได้เตรียมตัวก่อนตายแล้ว
หลังความตายก็จะไม่กลับมาเกิดอีก
เพราะจิตได้คลายความยึดมั่นแล้ว
จากธาตุ 4 ขันธ์ 5
นี่คือสิ่งที่ต้องเตรียมตัว
จริงๆ ต้องเตรียมตัวก่อนตาย
ไม่ควรรอเวลาให้ความตายมาถึง
รีบเรียนรู้กายเรียนรู้ใจ
จนปล่อยวางได้จริงๆ
เมื่อถึงเวลานั้น ความเป็นความตายจะมาถึง
ก็ไม่ได้สนใจแล้ว เพราะรู้แล้วว่า
อะไรตาย อะไรไม่ตาย
ที่ตายเป็นเพียงร่างกายของจิต
จิตไม่ได้ตาย ถ้าจิตเข้าสู่อริยมรรค
อย่างน้อยพระโสดาบัน
ภพชาติที่ยังเหลือก็ไม่เกิน 7 ชาติ
ถ้าโชคดีเข้าสู่พระอรหัตตผล
เมื่อถึงตอนนั้น การเสียชีวิต
ก็ไม่เสียดายแล้วกับร่างกายเน่าๆ นี้
ให้ฝึกฝนเรียนรู้ สังเกตและชำเลืองรู้
จนรู้หายสงสัยและอิสระขึ้นนะ
พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

13 พ.ค.69