ธรรมชาติของจิตที่บริสุทธิ์นั้น
เหมือนกับน้ำใสที่ปราศจากสีสันใดๆ
แต่เมื่อจิตถูกครอบงำ
ด้วยความยึดมั่นและอัตตา
มันจะขุ่นมัวและทุกข์ระทม
การตื่นรู้จึงหมายถึง
การปล่อยวางสิ่งที่ถ่วงจิตใจ
และกลับคืนสู่ธรรมชาติอันบริสุทธิ์นั้นอีกครั้ง
ท่านพุทธทาสภิกขุ
*******
ความยึดมั่นคือรากเหง้าของทุกข์
ท่านพุทธทาสสอนว่า ความทุกข์เกิดจาก
ตัณหา และ อุปาทาน หรือการยึดมั่น
ในตัวตนและสิ่งต่างๆ ว่าเป็นของเรา
ท่านเปรียบความยึดมั่นว่า
เป็นดั่งเชือกที่รัดใจไว้
จนทำให้จิตใจไม่สามารถเคลื่อนไหว
ไปสู่ความสงบได้
“เมื่อปล่อยวางได้
ความสุขที่แท้จริงจะบังเกิดเอง
เพราะจิตที่ไม่ยึดติดไม่ต้องเหนื่อย
กับการวิ่งตาม หรือผลักไสสิ่งใด”
ความตื่นรู้ไม่ใช่เรื่องของปัญญา
แต่เป็นเรื่องของ
”การเห็นความจริง”
การตื่นรู้หรือ “รู้แจ้ง”
ไม่ใช่การบรรลุความรู้ลึกซึ้งทางปัญญา
แต่เป็น การมองเห็นธรรมชาติ
ของชีวิตตามความเป็นจริง ซึ่งไม่เที่ยงแท้ (อนิจจัง)
เป็นทุกข์ (ทุกขัง)
และไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา)
การตื่นรู้คือการเข้าใจว่าทุกสิ่งไม่ใช่ของเรา
และไม่มีสิ่งใดที่เราควรยึดถือไว้
ถ้าปล่อยได้ ใจก็เป็นอิสระ
การตื่นรู้สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกขณะ
เพียงแค่เรารู้ตัวอยู่กับปัจจุบัน
และสังเกตความรู้สึกนึกคิดโดยไม่เข้าไปยึดมั่น
“เมื่อรู้สึกโกรธ จงดูมัน ไม่ใช่เข้าไปเป็นโกรธ
เมื่อรู้สึกสุข จงดูมัน ไม่ใช่หลงไปกับสุข”
ความรู้สึกทั้งหลายล้วนมาแล้วไป
เหมือนเมฆลอยผ่านฟ้า
แต่ท้องฟ้าไม่เคยเปลี่ยนแปลง
เช่นเดียวกับจิตที่ตื่นรู้
ซึ่งไม่ถูกรบกวนด้วยอารมณ์ใดๆ
.
Credit:
• พุทธทาสภิกขุ. คู่มือมนุษย์.
• ธรรมบรรยายเรื่อง
“การทำงานคือการปฏิบัติธรรม”
ที่มา : เพจมนษิธาร Monsitharn
(บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)
23 ม.ค.69

