เราจะไม่หลงรสใดๆ ของโลกอีก


รสของโลก คือ มายา 
มีอยู่แต่ไม่มีอยู่จริง 
ที่มีอยู่จริงนั้นคือรสแห่งธรรม
ตราบใดที่คนเรายังไม่ซึ้งในรสพระธรรม 
ก็คงใช้ชีวิตจมปลักกับทางโลกต่อไป
เน้น รสโลกมีอยู่ แต่ไม่มีอยู่จริง  
(แม้เกิดตายก็ยังเป็นสมมุติ แต่ไม่มีอยู่จริง)
เพราะรสโลกยังตกอยู่ภายใต้ความเป็นสมมุติ
สุขแบบโลกสุขไม่จริง ทุกข์ก็ไม่จริง 
รักก็ไม่จริง เกลียดก็ไม่จริง ฯลฯ  
เพราะยังอยู่ในสมมุติมายาล้วนๆ 
.
ดังนั้น ถ้าคนเราได้ลิ้มรสธรรมะแล้ว 
เราจะไม่หลงรสใดๆ ของโลกให้ใจเป็นทุกข์อีก 
คือ เราอยู่กับรสโลกได้
แต่ใจเราไม่หลงกลรสโลกแล้ว 
เปรียบดั่งอยู่กับงูพิษ 
แต่งูพิษตัวนั้นทำอะไรเราไม่ได้อีกแล้ว 
ฉันใดก็ฉันนั้น!!

อิโตมิ จัง

Image by ThuyHaBich from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ดอกไม้ของมาร


เมื่อมีสติแล้ว อะไรจะมาผูกมัดไม่ได้ 
ถ้ามีสติอยู่ทุกเมื่อ มันก็ไม่หลงใหล 
นั่นแหละมารไม่สามารถจะมองเห็นได้ 
ตัวมาร คือ ไม่มีสติ 
ตัวมาร คือ ความลุ่มหลง 
คือ ความประมาท เพลิดเพลินในกามคุณทั้งห้า 
อันมี รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สัมผัสกาย) 
เป็นดอกไม้ของมาร
เมื่อไปชมดอกไม้ มันก็ดักเอาตรงนั้นน่ะสิ
ตาเห็นรูป มารก็ไปดักเอาตรงนั้น 
มีความยินดีพอใจ หลงมัวเมาประมาท ตรงนั้นแหละ
ไปถูกบ่วงมารแล้ว 
หูได้ยินเสียง มันก็ดักเอาตรงนั้น 
ที่ชอบใจไม่ชอบใจอะไรต่างๆ ถูกบ่วงหมด 
กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ทั้งหมดทั้งดีและชั่ว เรียกว่าถูกบ่วงมารทั้งนั้น 
เราทุกคนไม่มี “สติ” ได้ชื่อว่า ถูกบ่วงของมารแล้ว
.
หลวงปู่เทสก์  เทสรังสี

ที่มา : ชีวิตเป็นของน้อย

Image by Oolmadefoto from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา