บอกให้ "ละ" ละเลย


คนที่เขาพิจารณา ที่เขาสำเร็จ เพราะอะไร ?? 
เพราะเขารู้เรื่อง ... 
บอกให้ "ละ" ละเลย... 
ไม่ต้องอยากได้ .. ตัวอยาก นี้แหละ คือ ตัวตัณหา
อยากดี นั้นแหละ คือ ตัวตัณหา 
อยากดัง นั้นแหละ คือ ตัวตัณหา 
อยากเด่น นั้นแหละ คือ ตัวตัณหา 
อยากสำคัญ นั้นแหละ คือ ตัวตัณหา
อยากรู้ อยากจะสำเร็จ นั้นแหละ คือ ตัวตัณหา 
มีแต่ตัณหานำหน้าหมดเลย 
มันจะไปถึงได้อย่างไร ก็ความอยากมันดักหน้าแล้ว

พระอาจารย์ประทีป ธีรปัญโญ

Image by Studiolarsen from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


คนเห็นตน


คนเห็นตนว่า "เป็นตน" 
คนนั้นยังไม่เห็นตน
คนเห็นตนว่า "มิใช่ตัวตน" 
คนนั้นจึงเรียกได้ว่า "คนเห็นตน"

หลวงปู่ชา สุภัทโท

Image by Engin_Akyurt from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




ทุกข์ที่แท้จริง


ทุกข์มีอยู่ ๒ อย่างคือ
ทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจ
ทุกข์ทางกายเรียกว่าทุกขเวทนา มีอยู่ ๓ แบบคือ
๑) นิพัทธทุกข์ ทุกข์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
เช่น หนาว ร้อน หิวกระหาย
ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ เป็นต้น
.
๒) ปกิณกทุกข์ ทุกข์เบ็ดเตล็ด 
เชน ความโศก ความร่ำไรรำพัน
ความคิด ความปรุงแต่ง
.
๓) สภาวทุกข์ ทุกข์ที่เป็นเองตามความเป็นธรรมชาติ
ได้แก่ ทุกข์ประจำสังขาร คือ ชาติ ชรา มรณะ
.
ทุกข์ที่เกิดจากการไม่รู้แจ้งในจิตของเรา
เรียกว่า ทุกข์ที่แท้จริง
แต่ส่วนอื่นอันเป็นทุกข์ที่ทนได้ยาก
ถือว่าเป็นธรรมชาติเฉยๆ เช่น ความเจ็บไข้
หรือความเป็นของไม่เที่ยงที่เกิดขึ้น
แล้วก็แก่ เจ็บ ตาย
ไม่เรียกว่าเป็นความทุกข์
ในแง่ของสัจธรรมถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ..

หลวงตาสุริยา วัดป่าโสมพนัส

Image by cdd20 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ผู้พ้นภัย พ้นโลก


"เชื้อ" ที่จะพาให้จิต 
ไปเกิดไปตาย ในภพชาติน้อยใหญ่นั้น 
ก็คือ “ตัวรู้” หรือ "ผู้รู้" ที่อยู่กับจิต 
กลมกลืนเป็นอันเดียวกันอยู่นั้นแล
เมื่อ "ผู้รู้" ถูกถอนพรวดขึ้นมาจากจิตแล้ว
เหลือแต่ “วิมุตติจิต” 
การเกิดจึงยุติขาดสะบั้นกันลงไป
"ผู้รู้" นี้ก็เป็นสักแต่ว่า 
เรือนร่างของจิต แต่ไม่ใช่จิต..
เมื่อจิตขาดจากความสืบต่อ 
กับสิ่งภายนอก หรือ "ขันธ์" แล้ว 
จิตจึงเป็นอิสระนอกเหนือไปจาก
กฎ "อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา" 
อยู่ตามความจริงของตน 
ไม่ไปเกี่ยวข้องกับกฎของสมมุติ
เพราะเป็นวิมุตติแล้ว 
นั่นคือ "ผู้พ้นภัย พ้นโลก" พ้นตรงนี้

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

Image by rifaldi99 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ไม่มีใครมาทำร้ายเราได้มาก เท่ากับอารมณ์จิตของเรา


วันหนึ่งๆ ไม่มีใครมาทำร้ายเราได้มาก
เท่ากับอารมณ์จิตของเรา ทำร้ายจิตของเราเอง... 
เพราะหากใจของเราไม่ยึด ไม่ติด 
ไม่เกาะ ทุกสิ่งในโลก โดยเฉพาะขันธโลก 
หรือร่างกาย หรือขันธ์ ๕ 
และทุกอย่างที่เกี่ยวเนื่องด้วยร่างกายแล้ว 
ทุกอย่างก็เป็นอนัตตาหมด 
เพียงแค่ขณะจิตเดียวที่ผ่านไป
ก็เป็นอนัตตาแล้วหรือเป็นอดีตธรรมแล้ว

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
ที่มา ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เล่ม 4
รวบรวมโดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


เพียงแค่...รู้สึกตัว



ระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ยิ่งปฏิเสธต่อต้านสิ่งใด ความทุกข์ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น


ความทุกข์ของคนสมัยนี้
ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากใจที่ปฏิเสธต่อต้าน
ความจริงที่เกิดขึ้นยิ่งกว่าอะไรอื่น 
ดังนั้นแม้แต่เหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ เช่น รถติด 
ก็ทำให้ผู้คนขึ้งเคียดหงุดหงิดอย่างหนัก
ทั้งๆ ที่เครียดหรือกังวลเท่าใด
ก็ไม่ช่วยให้รถเคลื่อนได้เร็วขึ้น 
มีแต่จะทำให้เป็นทุกข์มากขึ้น
อะไรเกิดขึ้นกับเรา
ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า
เรารู้สึกกับมันอย่างไร 
มีสิ่งร้ายเกิดขึ้นกับเรา
ก็ไม่ทำให้เราทุกข์มาก
เท่ากับใจที่ปฏิเสธต่อต้านสิ่งนั้น 
พูดอีกอย่าง ยิ่งเราปฏิเสธต่อต้านสิ่งใด 
ความทุกข์ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเจอสิ่งนั้น 

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

Image by morganhnichols from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



บุญทุกอิริยาบถ


..บุญที่เกิดจากกุศลจิต
เป็นการทำบุญภายใน  
ไม่ใช่การทำบุญภายนอกด้วยวัตถุสิ่งของ
แต่เราทำบุญโดยการสร้างกุศลจิต
สร้างจิตที่ผ่องใสมีคุณงามความดี  
เป็นจิตไม่ตระหนี่เหนียวแน่น
จิตไม่เกิดโทสะ มานะ ทิฏฐิ  
จิตไม่ประกอบด้วยกิเลส
จึงเป็นบุญมหาศาลหาค่ามิได้  
เกิดจากจิตภายใน
ถ้าเราทำอย่างนี้อยู่เสมอๆ  
ก็เป็นบุญอยู่ทุกอิริยาบถ

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

Image by pieonane from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



ขันธ์ ๕ นั้นมันเป็นของกลาง


ขันธ์ ๕ นั้นมันเป็นของกลาง..  
พูดง่าย ๆ ก็คือ รูป  เวทนา ความสุขทุกข์ เฉย ๆ  
สัญญาคือความจำ  สังขารคือความคิด  
วิญญาณคือความรู้  มันไม่เที่ยง  
มันไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่ตัวตนของเรา 
มันไม่ใช่ของเราแล้วเป็นของใครล่ะ  
มันก็ของกลางนั่นเอง  
ไม่มีของใครเป็นเจ้าของ..  
เพราะฉะนั้นเมื่อโลภโกรธหลงมันเกิดในใจ  
มันเผลอไปแล้ว  มันเกิดขึ้นในใจ  
ก็ใช้สตินั้นล่ะหยิบมันขึ้นวิจัย  
มันก็เป็นของกลางไม่ใช่ของเรา  
ไม่ต้องเอาเราไปใส่ในมัน  
ไม่ต้องเอามันมาใส่ในเรา  
ถ้าสติปัญญาตรงนั้นผ่องแผ้ว  
หยิบขึ้นวิจัยอย่างนี้  
มันก็ไม่น้อมเข้าไปสู่โลภโกรธหลงนั้น  
เมื่อมันไม่น้อมไปสู่โลภโกรธหลงนั้น  
โลภโกรธหลงนั้นมันก็หมดความหมายนั่นเอง

พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ

Image by EvgeniT from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


คนรักศาสนาอย่างแท้จริง


รักศาสนาด้วยวิธีดับทุกข์ให้ได้ 
ดับทุกข์ให้เป็น ดับทุกข์ให้เก่ง 
จนสามารถนำไปสอนคนรอบข้าง 
ลูกเด็กเล็กแดง สามีภรรยา 
บิดามารดา บุตรธิดา 
ให้ทำตามได้ 
นั่นแหละคือคนรักศาสนาอย่างแท้จริง 
นั่นแหละคือผู้ต่ออายุศาสนาอย่างแท้จริง

สมสุโขภิกขุ

Image by brenkee from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา