ความว่างกับความสงบ


ความว่างกับความสงบแตกต่างกันตรงที่
ความสงบต้องไม่มีความคิด ไม่มีอารมณ์
ต้องมีการกำกับกำหนด
ให้มีแต่ความสงบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ส่วนความว่าง แม้ว่าจะมีความคิดหรือมีอารมณ์เกิดขึ้นบ้าง
แต่เมื่อย้อนดูจิตก็ยังว่างๆ อยู่ โดยไม่ต้องบังคับแต่อย่างใด
จิตที่ว่างจะเบากว่าจิตที่เป็นสมาธิ
เพราะไม่ต้องกำหนดหรือบังคับ
จึงเป็นจิตที่พร้อมจะเดินด้านปัญญาต่อไป
เพราะสามารถใช้สังขารความคิด
มาพิจารณาธรรมตามความจริงได้...

ลุงหวีด บัวเผื่อน

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


จงพยายามรักษาใจตัวเดียวก็พอ


จงพยายามรักษาใจตัวเดียวก็พอ
แล้วอย่าไปรักษาสิ่งอื่นให้มันยุ่ง
เพราะธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นใหญ่
ถ้าเรารักษาใจตัวเดียวได้แล้ว ก็เท่ากับว่า 
เรารักษาธรรมของพระพุทธเจ้าได้ทั้งหมดเลย
ให้คอยระวังดูใจ อย่าให้มันไปเกิด
คือเกิดยินดียินร้ายในสิ่งทั้งปวง
อย่าให้มันเกิดเลย ก็หมดทุกข์เท่านั้น

หลวงปู่คูณ สิริจันโท

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ดีแล้วไม่วางดี



การทำบุญหรือปฏิบัติธรรมให้ระวังอยู่จุดหนึ่ง 
คือพอทำไปเรื่อยๆ จิตมันจะ "ติดดี" 
จิตติดดีก็มีข้อเสีย 
"กูดีนะ ทำไมมึงไม่สวดมนต์แบบกู กูดีอยู่คนเดียว" 
เอาละเริ่มละนะ คือ 
"ดีแล้วไม่วางดี"... 
คนเราถึงมีตัวตน ยึดมั่นถือมั่นในความดีของตัวเอง...

ครูบาเจ้าหน่อแก้วฟ้า

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


เอาแค่คำว่า "ทำ" ออก แต่อย่าออกจากธรรม



เอาแค่คำว่า "ทำ" ออก แต่อย่าออกจากธรรม
ธรรมได้จากการไม่ทำ ไม่ทำก็ทำได้
เช่น ไม่ต้องเป็นผู้หายใจ มันก็หายใจของมันเองได้
เมื่อมันหายใจเองได้แล้ว
ก็เพียงรู้ว่ามีลมหายใจอยู่
โดยไม่ต้องไปพยายามบังคับลมหายใจ
ให้เป็นอย่างนั้น ให้เป็นอย่างนี้
ทำอย่างนี้นี่แหละจึงจะได้ธรรม

พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

ความรู้สึกตัวลดความยึดมั่นถือมั่น


ความรู้สึกตัวหรือความรู้ตัว 
เป็นพื้นฐานให้เกิด “รู้” อีกชนิดหนึ่ง 
คือ รู้ความจริง หรือเห็นธรรมชาติ
ของกายและใจตามความเป็นจริง 
เห็นกระทั่งว่า มันไม่ใช่ “กู”หรือ “ของกู” 
ดังนั้นจึงช่วยไถ่ถอนจิตจากความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนได้ 
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อใดที่รู้สึกตัว “ตัวกู”ก็หายไป 
แม้ปุถุชนยากที่จะรู้สึกตัวได้ต่อเนื่อง 
แต่ละวันๆ อาจหลงมากกว่ารู้ 
แต่ความรู้สึกตัวที่เพิ่มพูนขึ้น 
ย่อมช่วยลดความยึดติดถือมั่นในตัวตน 
ความทุกข์จึงบรรเทาเบาบางตามไปด้วย 
สิ่งที่มาแทนที่คือความปกติสุข สดชื่น เบิกบาน

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา




การยึด "พระพุทธ" เป็นที่พึ่ง


การยึด "พระพุทธ" เป็นที่พึ่ง
คือการปฏิบัติเข้าถึงความเป็น "พุทธะ"
หมายถึง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
เป็น "ผู้รู้" คือ สักแต่ว่า "รู้"
ในสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ไม่มีการคิดนึก ปรุงแต่งต่อ
ได้แก่ "การรู้เฉยๆ"...
เป็น "ผู้ตื่น" คือ ตื่นจาก "ความหลง"
ในโลกโลกียะ หรือใน "ทวิภาวะ" ทั้งหลาย
หากก้าวพ้นทวิภาวะไม่ได้
ก็ย่อมไปไม่ถึง "โลกุตตระ"...
คือฝั่งแห่งความหลุดพ้น หรือพระนิพพานได้
เป็น "ผู้เบิกบาน" ใจต้องไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดเลย
ใจจะต้องเป็นกลาง ไม่โอนเอนไปข้างใดข้างหนึ่ง
เช่น ไม่ยึดทั้งสุข-ทุกข์
บุญ-บาป กุศล อกุศล เป็นต้น
เมื่อทำเช่นนี้ได้ ใจย่อมเบิกบานทุกเวลา

อ.ทวีศักดิ์ คุรุจิตธรรม

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


การหลุดพ้นคือการเห็นความเป็นจริง



การหลุดพ้น 
มิใช่แค่การนั่งหลับตาและตามลมหายใจ 
แต่การหลุดพ้นนั้นคือ 
“การเห็นความเป็นจริง ที่เป็นกลไกของมันเอง "
มิใช่ตามใจ ตามความคิด ที่ตัดสินและแบ่งแยกของเธอ
ความคิดก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆๆ เป็นขณะๆ ตามแรงส่ง
ไม่เคยหยุด สำหรับผู้ยังสนุกในวัฎฎะ
ให้ค่าความหมายไปเรื่อยๆ ดี ไม่ดี ใช่ ไม่ใช่
ตามใจ ตามทิฐิ ตามความเชื่อ ตามความเห็น
ก็เป็นได้แค่เพื่อนเกิดแก่เจ็บตายในสังสารวัฎ
มิอาจข้ามผ่านหรือหลุดพ้นจากมายา
ที่ตนเองสร้างกับดักไว้ได้ 

พระอาจารย์ปกรณ์นันทน์ ฐิตธัมโม

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ทุกคนสั่งสมความเห็นผิดกันมายาวนาน


เราทุกคนสั่งสมความเห็นผิดกันมายาวนาน ในทุกๆ เรื่อง
ไม่ว่าจะความเป็นเรา การเอาตัวรอดโดยถึงขั้นต้องเบียดเบียนผู้อื่น 
การเห็นว่าสิ่งเป็นทุกข์ เป็นสุข 
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงเป็นอนิจจัง
แต่เรากลับพยายามจะฝืนกฎให้ได้
ทำให้มันเป็นนิจจัง เป็นอมตะ 
นี่คือเหตุที่ทำให้มนุษย์และสัตว์ทุกข์ไม่มีที่สิ้นสุด 
ยอมรับเถอะว่าสัจจธรรมความจริงคือ 
ธรรมชาติซึ่งแปรเปลี่ยนไปตามเหตุตามปัจจัย 
เราทำเหตุใหม่ได้แต่ผลนั้นก็มาจากเหตุปัจจัยที่หลากหลาย
ไม่ได้เปลี่ยนได้ดังใจ พราะเหตุปัจจัยใหม่ที่เราทำเพียงอย่างเดียว 
คนเราทำให้ดีที่สุดในแต่ละขณะ 
เป้าหมายมี แต่อย่ายึดว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ 
เพราะนั่นเป็นทุกข์
กลับมาอยู่ที่วิถี อย่าแปะไว้ที่เป้าหมาย 
ไม่งั้นทุกข์ฟรีนะ เมื่อทุกข์ฟรีก็นรกฟรี

อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

 ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


ชีวิตไม่ได้เป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้า


ชีวิตไม่ได้เป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้า 
แต่ชีวิตเป็นทุกข์ 
เพราะไม่รู้ว่า “สติ” อยู่ตรงไหน

ดังตฤณ

 ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา

จิตเกาะทุกข์จนลืมกำหนดรู้


ความกลัวทุกสิ่งทุกอย่าง
ก็ลงที่สักกายทิฎฐิตัวเดียว 
ในเวลาหิว ในเวลาป่วย
ในเวลาหนาว ในเวลาร้อน 
อะไรมันหิว มันป่วย มันร้อน มันหนาว 
เป็นเรื่องของกายทั้งสิ้น ไม่ใช่เรื่องของจิต
ต้นเหตุเพราะจิตของเจ้าไปติดในกาย 
เกาะความรู้สึกว่ากายนี้มีในเรา 
เรามีในกาย เมื่อกายเป็นอะไรก็ทนไม่ไหว 
จิตเกาะทุกข์จนลืมกำหนดรู้ว่า 
กายนี้ไม่ใช่เรา เราไม่มีในกาย 
แล้วพิจารณาโดยอริยสัจ
รู้เห็นตามความเป็นจริงของร่างกาย

สมเด็จองค์ปฐม

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา