อวิชชาคืออะไร?


อวิชชาคืออะไร?

พระอาจารย์ปกรณ์นันทน์ ฐิตธัมโม

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 ม.ค.69


 

คำสอนหลักของพระพุทธเจ้า


“พระโคดมผู้เจริญ !
ทรงนำสาวกทั้งหลายไปอย่างไร ?
อนึ่ง อนุสาสนี ของพระโคดมผู้เจริญ
ย่อมเป็นไปใน สาวกทั้งหลาย
ส่วนมาก มีส่วนแห่ง การจำแนกอย่างไร ?”
อัคคิเวสสนะ !
เราย่อมนำ สาวกทั้งหลายไปอย่างนี้,
อนึ่ง อนุสาสนีของเรา ย่อมเป็นไป
ในสาวกทั้งหลาย
ส่วนมาก มีส่วนแห่ง การจำแนกอย่างนี้ว่า :
“ภิกษุ ทั้งหลาย. !
รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง
สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง.
ภิกษุ ทั้งหลาย. !
รูปไม่ใช่ตัวตน เวทนาไม่ใช่ตัวตน
สัญญาไม่ใช่ตัวตน สังขารไม่ใช่ตัวตน
วิญญาณไม่ใช่ตัวตน.
สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง;
ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน” ดังนี้.
อัคคิเวสสนะ !
เราย่อม นำสาวก ทั้งหลายไปอย่างนี้,
อนึ่ง อนุสาสนีของเรา
ย่อมเป็นไปใน สาวกทั้งหลาย
ส่วนมาก มีส่วนแห่ง การจำแนกอย่างนี้, ดังนี้.
มู. ม. ๑๒/๔๒๖/๓๙๖.
ภาพ Pinterest
*****
อนุสาสนี (อะ-นุ-สา-สะ-นี) แปลว่า คำสั่งสอน,
คำแนะนำพร่ำสอน, คำสอนที่ต้องเน้นย้ำซ้ำๆ เพราะสำคัญ

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 ม.ค.69


 

หยุดเอาตัณหาไปแลกนิพพาน ความหลุดพ้น


นิพพาน
ไม่ใช่รางวัลของผู้ดิ้นรน
และไม่ใช่ผลตอบแทนจากความอยาก
ทันทีที่
“อยากพ้น”
วิญญาณปฏิฐิตัง
ตัณหาก็เกิด
และเมื่อใดที่ตัณหาเกิด
ภพก็ถูกตั้งขึ้น
ในขณะนั้นเอง
การอยากนิพพาน
จึงไม่ใช่เหตุแห่งความพ้น
แต่เป็นเหตุแห่งภพใหม่
อย่างละเอียดที่สุด
นิพพาน
คือความดับไม่เหลือ
แห่งความยึดมั่นในวิญญาณ
ไม่อาจมี
ในขณะที่ยัง
“อยากนิพพาน”
แต่เป็นผลของ
การดับการยึด
ในจิต มโน วิญญาณ
เมื่อการหลงตั้งเอาสิ้นไป
ไฟ
ไม่ได้ดับเพราะเราไปดับ
แต่ดับเพราะ
ไม่มีใครเติมเชื้อ
นิพพาน
ไม่ใช่สิ่งที่ต้องแสวงหา
เพราะการแสวงหา
คือการหลงตั้งเอา
มี ตัวกู–ของกู
ซ่อนอยู่ในความปรารถนา
อย่างแนบเนียน
ความหลุดพ้น
ไม่เกิดจากการ “ได้”
แต่เกิดจากการ
ปล่อย — ไม่ยึด ตั้งแต่เริ่ม
ปล่อยทุกสภาวะ
ในจิต มโน วิญญาณ
ดับก่อนเริ่ม
ไม่ใช่เริ่มแล้ว
ค่อยหาวิธีดับ
เพราการหาวิธีดับ
วิญญาณก็เริ่มทำงานทันที
เพราะโดยความจริง
ไม่มีอะไรตั้งแต่ต้น
แต่เมื่อมีการยึด
มีการตั้งเอา
จึงปรากฏ “เรา”
ขึ้นมาเป็นผู้ยึด
นิพพาน
คือสภาวะ
ที่ไร้สิ่งใด
ให้ดำรงอยู่
พึงไม่อะไรกับอะไร
เพียงสักว่า
อายตนะทั้งหลายทำงานไป
ไม่สานต่อผัสสะที่มากระทบ
ละนันทิให้ไว
ดุจกระพริบตา
ตามกำลังของตน
เมื่อเริ่มคลาย
ความยึดมั่นจะเบาลง
โดยไม่ต้องไปทำอะไร
กับจิตอีกเลย
แค่ปล่อย...ก็จบ
.
.
นิรนาม
Cr. ภาวนาวิมุติสถาน

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 ม.ค.69


 

เพ่งโทษให้ถูกที่


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระภิกษุรูปหนึ่ง มักพกกระจกติดตัวไปทุกที่
พระรูปหนึ่งสังเกตเห็นเข้าวันหนึ่ง จึงคิดในใจว่า “พระรูปนี้คงหมกมุ่นกับรูปลักษณ์ภายนอกมากเสียจนต้องพกกระจกติดตัวตลอดเวลา
ท่านไม่ควรใส่ใจกับรูปลักษณ์ภายนอก สิ่งที่สำคัญคือสิ่งที่อยู่ภายในต่างหาก”
พระรูปนั้นจึงเข้าไปถามพระภิกษุว่า “ทำไมท่านจึงพกกระจกติดตัวตลอดเวลา?” โดยคิดว่าคำถามนี้จะช่วยให้พระภิกษุมองเห็นความผิดของตนได้
พระภิกษุจึงหยิบกระจกออกมาจากย่ามแล้วส่องไปทางพระรูปนั้น จากนั้นท่านก็กล่าวว่า
“ผมใช้มันในยามที่เดือดร้อน ผมมองเข้าไปในกระจกแล้วกระจกก็แสดงให้ผมเห็นทั้งต้นตอของปัญหาและทางออกของปัญหาเหล่านั้น”
A Zen lesson.
There was once a monk who would carry a mirror where ever he went. A priest noticed this one day and thought to himself "This monk must be so preoccupied with the way he looks that he has to carry that mirror all the time. He should not worry about the way he looks on the outside, it's what's inside that counts." So the priest went up to the monk and asked "Why do you always carry that mirror?" thinking for sure this would prove his guilt. The monk pulled the mirror from his bag and pointed it at the priest. Then he said "I use it in times of trouble. I look into it and it shows me the source of my problems as well as the solution to my problems."
Taken from NKS Blog at northernkarate.com
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 ม.ค.69


 

12 เหตุผลที่ทำให้ชาวพุทธหลายคน ไม่สามารถเข้าถึงผลแห่งการปฏิบัติภาวนา


12 เหตุผลที่ทำให้ชาวพุทธหลายคน ไม่สามารถเข้าถึงผลแห่งการปฏิบัติภาวนา
1. ถ้าไม่หายสงสัยจะไม่ทำ หมายความว่า เป็นคนที่ต้องเห็นถึงจะยอมทำ ต้องรู้ให้ได้ว่านรกมีจริง สวรรค์มีจริง ชาตินี้ชาติหน้ามีจริง ถ้าไม่เห็นด้วยตาตนเองจะไม่ยอมทำอะไรเลย ซึ่งถ้าคิดเช่นนี้ก็คงไม่ได้ทำอะไรจริงๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่พิสูจน์ไม่ได้ พิสูจน์ได้แน่นอนแต่ต้องใช้เวลา ต้องพัฒนาจิตไปได้ระดับหนึ่งจึงสามารถรู้เห็นสิ่งเหล่านี้ได้ เป็นไปไม่ได้ที่จะขอเห็นก่อนโดยไม่ลงมือปฏิบัติ คนพวกนี้จึงได้แต่โต้แย้งในสิ่งที่ตนเองสงสัย ทำให้สูญเสียเวลาชีวิตไปเปล่าๆ

2. เห็นประโยชน์และมีความศรัทธา แต่มีข้ออ้างมากมายเพราะความเกียจคร้าน คนเหล่านี้จะชอบทำบุญมากกว่าการภาวนา เพราะทำได้ง่ายกว่า ซึ่งก็ไม่ผิด แต่การทำบุญ ทำทาน ก็ไม่ใช่ตัวที่จะทำให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งได้ ถือว่าเป็นกลุ่มที่เข้ากระแสความดีแล้ว แต่ยังไปไม่ถึงตัวแก่นของพระพุทธศาสนา

3. พูดมากเกินไป หมายความว่า เมื่อหาความรู้ได้แล้ว แทนที่จะลงมือปฏิบัติ กลับนำความรู้มาโต้เถียง วิเคราะห์ เที่ยวจับผิดสำนักนั้น สำนักนี้ โดยที่ไม่ได้ลงมือพัฒนาจิตใจของตน ผลที่ตามมาก็คือ จิตใจจะยิ่งตกต่ำลงเรื่อยๆ เพราะอัตตาตัวตนพอกพูน คิดว่าตนเองดีกว่าผู้อื่นเพราะรู้หลักธรรมมาก

4. ติดความดีมากเกินไป หมายความว่า มุ่งมั่นในการทำสาธารณประโยชน์มากเกินไป ช่วยเหลือผู้อื่นจนไม่มีเวลาช่วยเหลือตนเอง เมื่อช่วยเหลือผู้อื่นไปนานๆ มักจะมีความทุกข์ตามมาในภายหลัง เพราะเก็บเรื่องความทุกข์ของผู้อื่นมาคิดจนวุ่นวายปวดหัวไปหมด สุดท้ายก็เกิดความท้อแท้ เพราะไม่เข้าใจว่า โลกคือสิ่งที่เราไปควบคุมไม่ได้

5. มุ่งอยู่กับความผิดของผู้อื่น หมายความว่า ใช้เวลาจับผิดคนทั้งโลก จนไม่มีเวลาจับผิดตนเอง วิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นมากเกินไป คิดจะเปลี่ยนโลก เปลี่ยนสังคม แต่ไม่เคยเปลี่ยนตนเอง เพ่งโทษความผิดพลาดของผู้อื่น จนจิตใจตนเองขุ่นมัว ไม่มีความเบิกบานพอที่จะปฏิบัติธรรมได้เลย

6. ยึดติดกับรูปแบบ อัตลักษณ์ หมายความว่า มีความเข้าใจผิด ชอบคิดว่าการปฏิบัติธรรมจะต้องทำในวัด นุ่งขาวห่มขาว ต้องมีกฏระเบียบที่แตกต่างไปจากการใช้ชีวิตธรรมดา คนกลุ่มนี้จะติดวัดเป็นพิเศษ ชอบหาเวลาเข้าวัดไปปฏิบัติธรรม ถ้าไม่ได้ไปวัด จะรู้สึกว่า ปฏิบัติธรรมไม่ได้ สุดท้ายจึงกลายเป็นว่า ไปติดสังคมในวัด ไปหาเพื่อนคุยในวัด ซึ่งกลายเป็นกับดักอีกรูปแบบหนึ่ง

7. ทำๆ เลิกๆ หมายความว่า เมื่อฟังธรรมก็เกิดความเข้าใจ เห็นคุณค่า และลงมือปฏิบัติ หากแต่เป็นพวกขี้เบื่อ มีความเพียรน้อย ทำหนึ่งเดือน หยุดสองเดือน ในการปฏิบัตินั้น ถ้าปฏิบัติไปเรื่อยๆ ไม่หยุด ผู้ปฏิบัติก็จะได้รับผลแห่งการปฏิบัติเองอย่างไม่ต้องสงสัย หลายคนปฏิบัติไปไม่ถึงจุดแห่งมรรคผล แต่กลับล้มเลิกกลางคัน ทำให้ขาดประสบการณ์ทางจิต เมื่อเลิกไป แล้วกลับมาทำใหม่ ก็เท่ากับเริ่มต้นกันใหม่ไม่จบสิ้น ที่สุดแล้วก็เกิดความท้อแท้ คิดว่าตนเองเป็นผู้ไร้วาสนาไม่อาจบรรลุธรรมได้ คนพวกนี้ก็มีไม่น้อยเลย

8. ปฏิบัติผิดวิธี หมายความว่า เป็นกลุ่มที่โชคร้าย เพราะคิดดี และต้องการทำดี แต่ไปเจออาจารย์ไม่ดี เจออรหันต์ปลอม เจอสิบแปดมงกุฏ จึงทำให้การปฏิบัติผิดทิศผิดทางไปหมด คล้ายๆกับองคุลีมาลที่ถูกอาจารย์หลอก ในข้อนี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการคบหากัลยาณมิตร หาความรู้ที่ถูกต้อง ต้องหัดใช้หลักกาลามสูตร เช่นนี้ก็จะแก้ไขได้

9. ให้เวลากับทางโลกมากเกินไป หมายความว่า ไม่รู้จักการแบ่งเวลา ไม่รู้จักสร้างสมดุลให้ชีวิต คนพวกนี้จะใช้ชีวิตอย่างวุ่นวายไปเรื่อยๆ ต้องสุข ต้องทุกข์ไปเรื่อยๆ อาจอยู่ห่างไกลการพัฒนาจิตใจไปเรื่อยๆ จนมีจุดเปลี่ยนของชีวิต เกิดความทุกข์ครั้งใหญ่จนทำให้เขาต้องกลับมาสร้างสมดุลชีวิตอีกครั้ง เป็นผลให้เสียเวลาปฏิบัติทางจิตไปมาก บางคนมาปฏิบัติในช่วงสุดท้ายของชีวิตก็ไม่สามารถปฏิบัติได้ดี เนื่องจากสังขารไม่อำนวย นั่งไปปวดไป ทำได้ไม่เท่าไหร่ ก็ลมจับ ล้มพับไปก็มี เป็นการเสียโอกาสเพราะความชราภาพโดยแท้

10. คนจมทุกข์ หมายความว่า เป็นคนที่ไม่เห็นคุณค่าของตนเอง วันๆ เอาแต่ทุกข์ซ้ำไปซ้ำมา เหมือนพายเรือวนอยู่ในอ่าง จนเป็นคนเสพติดความเศร้า ความเหงาโดยไม่รู้ตัว นานวันเข้าก็เริ่มเป็นความเคยชินของชีวิต คนเหล่านี้จะชอบฟังธรรมะที่ปลอบประโลม ชอบให้คนอื่นปลอบ แต่ไม่ชอบช่วยตนเอง นิยมการใช้ธรรมะชั้นต้นเพื่อบำบัดทุกข์ แต่ในขั้นตอนของการปฏิบัติภาวนาจะไม่ชอบ ไม่มีกำลังใจพอที่จะเปลี่ยนตนเองได้เลย

11. คนที่มีความสุข โลกสวยงาม คิดบวกตลอดเวลา หมายความว่า เป็นพวกที่ทำอะไรก็สำเร็จไปเสียหมด มีวิธีมองโลกให้สดใสไปทุกอย่าง ถ้าความจริงไม่ดี ก็มองให้มันดีเสีย จึงไม่ค่อยได้เจอความทุกข์ เมื่อไม่ค่อยได้พบความทุกข์ จึงไม่รู้จะปฏิบัติธรรมไปทำไม เชื่อว่าตนเองจัดการทุกอย่างได้ บุคคลพวกนี้ จัดเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยง เพราะเป็นไปได้ว่า ชั่วชีวิตเขาอาจไม่ได้ลงมือปฏิบัติธรรมเพื่อลดทอนภพชาติได้เลย เป็นกลุ่มที่น่าสงสาร เพราะต้องเวียนว่ายตายเกิดไปอีกนาน

12. ฉลาดเกินไป หมายความว่า เป็นคนที่ตกเป็นทาสของความคิด ยึดติดอยู่กับการค้นความหมายชีวิตเชิงปรัชญา คิดเอาเองว่า ความคิดจะทำให้เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างในโลกได้ คนพวกนี้จะถือความคิดเป็นใหญ่ ยึดติดอยู่กับการวิเคราะห์โดยไม่รู้ว่า มีภาวะบางอย่างที่เกินขีดความสามารถของสมองไปแล้ว คนกลุ่มนี้จะฉลาดทางโลก แต่กลายเป็นคนโง่ในทางธรรม

การเวียนว่ายตายเกิดไม่ใช่ของสนุก พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ความทุกข์ที่ยิ่งใหญ่คือทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด เพราะการเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นที่มาแห่งทุกข์ทั้งมวล เป็นการยากมากที่ใครสักคนจะเกิดมาเป็นมนุษย์ ยิ่งยากเข้าไปอีกที่จะได้พบกับศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเรามีคุณสมบัติครบบริบูรณ์เช่นนี้ ขอจงทำลายความโง่เขลาทั้ง 12 ประการนี้เสีย และเร่งความเพียรของตนเอง พัฒนาจิตตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อนำสันติสุขมาสู่เรา เข้าสู่นิพพานตลอดอนันตกาล
บทความของ คุณ พศิน อินทรวงค์
ภาพ Pinterest

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 ม.ค.69


 

คนที่เกิดมาร้อยปี แต่ไม่เคยเห็นความเกิดดับ


ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะอยู่ เราจะเห็นได้เลย
ปีใหม่ ปีเก่า ไม่ได้มีอะไรแตกต่าง
ไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้น สนุกสนาน
เพลิดเพลิน อะไรสักอย่าง
มีแค่เรื่องธรรมดาที่กำลังเกิดขึ้น
ตั้งอยู่ ดับไปแค่นั้นเอง
วันเวลาเราก็สมมติมันขึ้นมา
นี้ปีเก่า นี้ปีใหม่ ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก
แต่ถ้าวันนี้ ถ้าดูกายดูจิตตัวเอง
เห็นความเกิดความดับขึ้นมาได้เมื่อไร
แปลว่าสัญญาขันธ์มัน save ข้อมูลไว้แล้ว
จิตมันจำข้อมูลนี้ไว้
จะเกิดภพชาติต่อไป ถ้ายังไม่ถึงมรรคถึงผล
รับรองได้มันจะไม่กลับไปหลงเหมือนเดิม
พระพุทธเจ้าท่านถึงสรรเสริญว่า
คนที่เกิดมาร้อยปี แต่ไม่เคยเห็นความเกิดดับ
สู้คนเกิดมาวันเดียว
แล้วเห็นความเกิดดับของรูปของนามไม่ได้
ขนาดนั้นเลยนะ ไม่ใช่ธรรมดาเลยนะ
เพราะอะไร ถ้ามันเห็นสักครั้งหนึ่งนะ
มันไปละความเข้าใจผิดได้เลย
มันมีสัมมาทิฏฐิขึ้นมา
โอ้ นี้มันไม่ใช่ของเรานี่นา
เราไปบังคับอะไรมันไม่ได้เลยนี่นา
อยากเกิดมันก็เกิด
อยากดับมันก็ดับ
ตามเหตุปัจจัยของมัน
มันจะเข้าใจของมันเอง
ทีนี้ถ้าเกิดว่าฝึกมากี่ปีต่อกี่ปี
ก็ไม่เคยเห็นว่ามันเกิดมันดับยังไง
เห็นว่ามันเป็นตัวเป็นตนยังงั้น
นั่งสมาธิทีไร ก็สงบ สบายขึ้นมาทุกที
เป็นผู้วิเศษขึ้นมาทุกที
ไปเที่ยวรู้ ไปเที่ยวเห็นอะไรแปลกๆ
อย่างนี้แปลว่า ไม่ได้ประเสริฐอะไรเลย
เพราะอะไร เพราะพวกนี้เราเล่นกันมา
ไม่รู้กี่ภพกี่ชาติแล้ว
ถ้ามันมีขึ้นมา ก็แค่มีของเก่า มาแค่นั้นแหละ
ไปเที่ยวเห็นพญานาค พญาครุฑอะไรก็แล้วแต่
ไม่ได้มีสาระแก้ทุกข์อะไรสักอย่าง
ต่อให้เห็นหวยวิ่งมาเป็นตัวๆ
ก็แก้ทุกข์ได้ชั่วคราว ถ้าไปซื้อแล้วถูกนะ
ก็แก้ทุกข์ได้แค่ชั่วคราวเท่านั้นแหละ
แล้วก็ทุกข์เหมือนเดิมอีก ไม่มีอะไร
แต่ถ้าเห็นความเกิดดับของรูปนาม
แม้ว่ากายใจจะทุกข์อยู่
แต่มันจะเข้าใจขึ้นมาเลยว่า
อ้อนี้มันทุกข์นะ แต่ไม่มีคนทุกข์
มันมีทุกข์อยู่นะ แต่ไม่มีผู้ทุกข์
ทุกข์เท่านั้น ตั้งอยู่ เกิดขึ้น ดับไป
นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด
นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ
แต่ไม่มีคนทุกข์
ไม่มีเราทุกข์ ไม่มีเขาทุกข์
มีแต่ความทุกข์ ประจำโลก
มันเป็นของมันอยู่แบบนี้
คนก็ทุกข์แบบคน แมวก็ทุกข์แบบแมว
ก้อนหินก็ทุกข์แบบก้อนหิน
คือมันเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ มันเสื่อมอยู่เสมอ
มันเสื่อมช้า เสื่อมเร็ว ก็แล้วแต่
มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น
พระอาจารย์มหาวิเชียร ชินวังโส
วัดวังหิน จ.พิษณุโลก
ทำวัตรเย็น 29 ธันวาคม 2561
ภาพ the Bridge towards awareness

ที่มา  เพจมนษิธาร  Monsitharn

        (บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)

20 ม.ค.69