..เมื่อพัฒนาปัญญา
ก็ทำให้รู้เข้าใจความจริงเกี่ยวกับ “ตัวตน”
ว่ามันเป็น “อนัตตา” ...
คือ ไม่ใช่ว่า “หมดตัวตน” หรอก
แต่..รู้ทัน ว่า “ตัวตน” ที่ยึดถือกันนั้น
ที่แท้..มันไม่มี
เมื่อรู้ว่าเป็นอนัตตาแล้ว ก็หมดความยึดมั่น..
เมื่อไม่มีความยึดติดถือมั่นใน “ตัวตน”
ก็ไม่ถูกกระทบกระทั่ง
เพราะไม่มี “ตัวตน” ที่คอยรับกระทบ
ให้เกิดความทุกข์
แต่ก่อนนี้ คนโน้นว่ามาก็กระทบ
ไปทำโน้น ไปมองเห็นรู้อะไร
ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็กระทบเรื่อย
เพราะมี “ตัวตน” ที่ยึดไว้
พะวงปกป้องไว้คอยรับกระทบอยู่เรื่อย
แต่พอเข้าใจ มีปัญญารู้แจ่มแจ้ง
หมดความยึดมั่นนั้น ก็ไม่มีตัวไว้รับกระทบ
ก็หมดทุกข์ เรียกว่าพ้นจาก
กิเลสและความทุกข์
ก็ถึงจุดหมายของพระพุทธศาสนา ...
ถ้าไม่พัฒนาตน ก็เป็นไปในทางตรงข้าม
คือ ไม่รู้เข้าใจ “ตัวตน” ว่าเป็นอนัตตา
ก็ยิ่งพัฒนา “ความยึดมั่นในตัวตน”
“ตัวตน” มันก็ขยายพอกพูนออกไป..
พอขยายใหญ่ก็ยิ่งทุกข์มาก..
มี “ตัวตน” ที่รับกระทบมากขึ้นๆ
ก็ทุกข์หนักเข้าทุกที..
ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องพัฒนาตน
เพื่อจะรู้เท่าทัน เข้าใจ “อนัตตา”
มองเห็นความไม่มี “ตัวตน”
จะได้หมดความยึดมั่นในตัวตน
แล้วก็จะหมดความทุกข์ พ้นจากกิเลส
มีจิตใจเป็นอิสระ
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
ที่มา : หนังสือ “หลักแม่บทของการพัฒนาตน”
ที่มา : เพจมนษิธาร Monsitharn
(บ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา เดิม)
28 ม.ค.69

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น