ความหลุดพ้น


ความหลุดพ้น หมายถึงว่า
หลุดออกมาจากสังสารวัฏ
หลุดออกมาจากความยึดถือเป็นตัวตน
หลุดออกมาจากความวนเวียนไม่จบสิ้น
สังสารวัฎนี้หาเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้
คนเกิดมามีความสุขก็อยากเกิดอีก
คิดว่าเราจะมีความสุขอีก
คนเกิดมาทุกข์ ก็อยากเกิดอีก
เพราะคิดว่าเราจะมีความสุขกว่าที่เป็นอยู่
มีแต่ความเป็นเราทั้งนั้นสนองความเป็นเรา
ผู้มีจิตใจละเอียดอ่อนจะเห็นว่า
มีเราทุกคราว เป็นทุกข์ทุกครั้ง
ความหลุดพ้นคือ ไม่มีใครไปเป็นเราเขาเพื่อวนเวียนอีก
และไม่มีความเป็นเราเขาที่หลุดพ้นด้วย

พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

Photo by Niranjan _ Photographs on Unsplash

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

การบรรลุ


การบรรลุ 
ไม่ใช่เรื่องการดับทุกข์ใดๆ หรือเข้าใจธรรม
หรือเข้าถึงสิ่งใด ไม่ใช่ปัญญา และสมาธิ
แต่พระองค์ บรรลุ 'ว่าง' จากทุกธรรม
ว่างแม้จากอัตตาตน.. ไม่มีอะไรเหลือ..
ว่างเช่นนี้.. ไม่มีทุกข์ ไม่มีเหตุแห่งทุกข์ ไม่มีตัวผู้ทุกข์
ไม่มีตัวรับทุกข์ ไม่มีตัวให้ค่า ว่างจากคำ
คือ.. ว่าง .. ว่างจากทุกคำ ทุกธรรม...
.
ว่างจากคำถาม
ว่างจากผู้ถาม
ว่างจากผู้ตอบ
.
อิสระ ไม่มีทางและผู้เดินทาง สมุจเฉทฉับพลัน
ไม่ถูกไม่ผิด ไร้ความหมาย ไม่สั้นไม่ยาว 
ไม่มีขอบเขต ไม่มีข้อกำหนด 
ไม่เนื่องด้วยเหตุและผลใดๆ
.
มีแต่ความความเป็นเช่นนั้น
มีแต่เหตุปัจจัยดำเนินไป ธาตุแปรเปลี่ยนไป
โลกที่เคลื่อนที่ได้ ล้วนเป็นสังขารปรุงแต่ง
พุทธะ ความจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

พระอาจารย์ปกรณ์นันทน์ ฐิตธัมโม

Photo by Jan Kopřiva on Unsplash

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

มันไม่ใช่เราจริง!


ฝึกจิตให้ถึงที่ของมัน
มันปล่อยได้ มันวางได้ มันทิ้งได้
มันไม่ยึดแม้กระทั่งตัวจิตนี้ด้วย
ไม่ยึดกายแล้วก็ไม่ยึดจิต
เพราะจิตมันเป็นนามธรรม ไม่ได้มีตัวตน 
เป็นนามธรรม แต่คนอดยึดจิตไม่ได้ 
เพราะต้องใช้จิตทำงาน ใช้ความคิดทำงาน 
แต่ถ้าเราฝึกให้ถึงที่ รู้แจ้งความจริงแล้ว
ขันธ์ห้ามันเป็นธรรมชาติ มันเป็นแค่เครื่องใช้ 
มันไม่ใช่เราจริง!

พระอาจารย์ครรชิต สุทฺธิจิตฺโต

Image by StockSnap from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เป็นอิสระจาก "จิตใจ" ที่ ”ต้องการควบคุม”


อย่าเอาตัวเองไปขึ้นอยู่กับ
สิ่งใดๆ หรือบุคคลใดๆ ทั้งสิ้น
เพราะทุกสิ่งล้วนไม่จริงอย่างที่เห็น
.
ความเป็นอิสระที่แท้จริง คือ
เป็นอิสระจาก "จิตใจ" ที่ ”ต้องการควบคุม”
ใน “สิ่งที่ไม่อาจควบคุมได้”
ชีวิตคุณจะเข้าใจเรื่องเหล่านี้ได้
ต่อเมื่อคุณได้สืบสาวลึกลงไป
จนกระทั่งมองเห็นจริง ๆ ได้เองว่า
แท้จริงแล้ว...
ธรรมชาติของทุกสิ่งทุกอย่าง
ล้วนเป็นของชั่วคราว
แท้จริงแล้ว...
ชีวิตเป็นเพียงภาพลวงตา
...เมื่อนั้นแหละ...
คุณจึงจะสามารถ
ปลดปล่อยตัวเองออกจาก
บทละครชีวิตจอมปลอมที่แสดงอยู่นี้ได้
คุณจะตระหนักได้ว่า
ไม่มีสิ่งใดแม้แต่สิ่งเดียว
ที่มีอยู่จริง...ที่เป็นความจริง
อย่างที่เรามองเห็นอยู่นี้เลย
.
Hang on to nothing, as nothing truly is.
.
And this is true freedom—being free from the mind's desire to control the uncontrollable.
.
To integrate this understanding into our lives, you must inquire deeper into the temporary nature of being. You must first see through life's illusion before you can free yourself from its false drama. You must realize that nothing is as it seems.

Zen Thinking

Image by mohamed_hassan from pixabay 

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

อย่างนี้เรียกว่าการภาวนา


ถ้าเราใช้วิธีการเรียนรู้
ด้วยการดัดแปลงให้ดีตลอด 
ถึงอย่างไรก็ไม่มีวันเข้าใจ 
เพราะเริ่มต้นพวกเราก็หลอกแล้ว 
เราต้องการศึกษาธรรมชาติของสิ่งใด 
เราต้องไม่ดัดแปลงธรรมชาติของสิ่งนั้น 
ปล่อยให้สิ่งที่เราต้องการศึกษา 
ทำงานอย่างเป็นธรรมชาติ 
แล้วสังเกตมัน ดูมันอย่างที่มันเป็น 
จนเข้าใจพฤติกรรมของมัน 
จนเข้าใจลักษณะของมัน 
การศึกษาสังเกตร่างกาย จิตใจของเรา 
โดยที่ปล่อยให้มันทำงานเอง 
อย่างเป็นธรรมชาติ 
อย่างนี้เรียกว่าการภาวนา 
และปัญญาที่เกิดขึ้นจากการสังเกตจนเข้าใจ 
เรียกว่า ภาวนามยปัญญา 
ปัญญาอย่างนี้ถึงจะช่วยให้เข้าใจ 
ช่วยให้พ้นทุกข์ ให้ฉลาด 
ให้ปล่อยวางจางคลายจากความยึด 
และพาเราพ้นจากทุกข์ได้

อ.ประสาน พุทธกุลสมศิริ

Image by Fotorech from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

สภาวะหลุดพ้นจากทั้งสุขและทุกข์


ความเบิกบานยินดีไม่ใช่ความสุข 
เพราะความสุขมักผสมปนเป
อยู่กับความทุกข์เสมอ 
ความสุขมักมีเงาของความทุกข์
ทอดยาวออกมาเสมอ 
เหมือนมีกลางวันย่อมมีกลางคืน ฉันใด 
มีความสุขก็ย่อมมีความทุกข์ ฉันนั้น 
ความเบิกบานยินดี คือ
สภาวะหลุดพ้นจากทั้งสุขและทุกข์ 
เป็นความสงบล้ำลึกอยู่ในดุลยภาพโดยสมบูรณ์ 
เป็นทั้งความเงียบสงบ 
และมีชีวิตชีวาอย่างเหลือประมาณ...

ท่าน OSHO

Image by Skitterphoto from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ยานอันสูงสุด


ในวันหนึ่ง ภิกษุชิช็วง ได้ถามพระสังฆปรินายกว่า
พระพุทธองค์ได้ประกาศคำสอน เรื่อง “ยานสามชนิด”
และเรื่อง "ยานชั้นสูงสุด" ไว้ด้วย
แต่กระผมไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้
ขอให้ใต้จงกรุณาอธิบายเถิด
.
พระสังฆปรินายกได้ตอบว่า
ในการพยายามเพื่อเข้าใจเรื่องเหล่านี้
ท่านควรจะส่องดูที่ใจของท่านเอง
และทำตัวต่อสิ่งทั้งปวงในภายนอกอย่างมีอิสระ
ความแตกต่างระหว่างยานทั้งสี่ชนิด
มิได้อยู่ที่ตัวธรรมะ
แต่อยู่ที่ความแตกต่าง
ของใจคนที่จะปฏิบัติธรรมะ
.
การดู การฟัง การท่องพระสูตร เป็นยานขนาดเล็ก
การรู้ธรรมและเข้าถึงความหมาย
เป็นยานขนาดกลาง
การเอาธรรมะที่รู้นั้นมาปฏิบัติจนเป็นปรกตินิสัย
นี่คือยานขนาดใหญ่
การเข้าใจธรรมทั้งปวงอย่างปรุโปร่ง
ได้ดื่มรสธรรมะนั้นอย่างสมบูรณ์
เป็นอิสระจากเครื่องร้อยรัดทั้งปวง
มีใจอยู่เหนือสิ่งทั้งปวง
และไม่ถืออะไรไว้โดยความเป็นตน
นี่แหละคือยานอันสูงสุด

สูตรของเว่ยหล่าง

Image by JLB1988 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ความไม่มีตัวตนจะเป็นที่พึ่งอันประเสริฐ


จงพากันใช้สติปัญญาให้รู้จักความเป็นตัวตน 
เมื่อรู้จักความเป็นตัวตนแล้ว
ให้ปฏิบัติตนเพื่อที่จะละความเป็นตัวตน 
เมื่อตนละความเป็นตัวตนได้แล้ว 
ความไม่มีตัวตนนี่แหละจะเป็นที่พึ่งอันประเสริฐ

พระอาจารย์ชายแดน สีลสุทฺโธ

Image by Kanenori from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

ค้นพบ “ทองคำแท้” ที่ซุกซ่อนอยู่ภายในตัว


ถ้ายอมกะเทาะเปลือกแห่งทิฐิ 
ความยึดถือติดมั่น 
รั้นดื้อถือในความคิดเห็นของตน 
หรือสลัดอัตตาตัวตนทิ้งไป 
ทำตนเป็นคนเล็กคนน้อย 
อ่อนน้อมถ่อมตน 
วางตนเป็นคนธรรมดาสามัญ ไม่ยโสโอหัง 
ปล่อยวางหัวโขนอย่างรู้เท่าทันโลกธรรม 
เดินอยู่บนวิถีทางแห่งปัญญาและความเรียบง่ายแล้ว 
คนเช่นนี้ก็จะสามารถค้นพบ “ทองคำแท้” 
ที่ซุกซ่อนอยู่ภายในตัวตนของตนได้เสมอ 
โดยมิพักต้องรอให้ใครต่อใครช่วยกะเทาะแต่อย่างใด

ท่าน ว.วชิรเมธี

Image by Kanenori from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

เพียงแต่ “รับรู้ รับทราบ”


เวลามีสติสมบูรณ์ เราจะไม่โกรธ 
ความโกรธมาทีหลัง มาแล้วก็ไป 
แต่ที่คนเรายังโกรธไม่หาย
เพราะเราคอยเติมเชื้อไฟให้มันเอง 
ถ้าทำความรู้สึกตัวทัน 
ในเมื่อเรารู้ว่าความโกรธทำให้เหนื่อย 
แทนที่จะเป็นผู้โกรธ 
เราก็เปลี่ยนมาเป็นผู้ดูความโกรธ 
ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น 
เราไม่ต้อง “เป็น” สิ่งนั้นตามไปด้วย 
เพียงแต่ “รับรู้ รับทราบ” เท่านั้น 
.
ทุกวันนี้แม้ว่าร่างกายของ “อาจารย์กำพล”จะพิการ 
แต่ความจริงผมไม่ใช่ “อาจารย์กำพล” 
เป็นเพียง “ผู้ดูอาจารย์กำพล”
ใจผมก็ไม่พิการและไม่ทุกข์ตามร่างกายที่พิการนั้น...
.
ผมลาออกจากความทุกข์ได้เพราะธรรมะ 
แล้วจะไม่ให้บอกต่อได้อย่างไรว่า 
“พุทธศาสนาคือแพทย์ทางรอดของจริง!”

อ.กำพล ทองบุญนุ่ม


Image by paulbushart from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา