คนที่ประสบสุข ประสบความสำเร็จทางจิตญาณ


ไม่มีใครสักคนเดียวที่มาเยือนโลกนี้ ..
ด้วยความเป็นเจ้าของ..
ทุกคนมามือเปล่า ล้วนกลับไปมือเปล่า เท่าๆ กัน..
.
ไม่มีใครสักคนเดียว ที่มีหน้าที่ทุกข์..
เพราะทุกสิ่งบนโลกนี้ ไม่มีอะไรที่เป็นของเราจริง 
ไม่เว้นแม้แต่เรา ความรู้สึกอารมณ์นึกคิดของเรา 
จะทุกข์กับสิ่งที่ไม่ใช่เราจริงๆ 
มาตั้งแต่ต้นไปเพื่อ??
.
เราต้องรู้ความจริงว่า ทั้งหมดของการเกิดมามีชีวิต
 มีแต่ความเป็นสมมุติชั่วครั้งชั่วคราว
ที่ยึดถือเอาอะไรไม่ได้..ไม่ว่าเรา ไม่ว่าใครๆ 
"กฎนี้ตายตัว"
.
เราจึงไม่มีหน้าที่ ที่จะต้องคิดมากเกินจริง 
หรือต้องจมในทะเลทุกข์ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด
.
การอยู่บนโลกนี้ เราต้องอยู่กับความจริง 
รู้ที่ไปที่มาของทุกๆ สิ่งตามจริง ..
รู้จริงเห็นแจ้งจนหมดความหลงกับทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
.
เราต้องมีชีวิตอย่างอิสระ รู้ตื่น และหมดจดจากความเป็นทาส..
.
คนฉลาด คนมีปัญญา เขาเลิกทุกข์กับสิ่งอันเป็นโลก 
เพราะได้รู้จักโลกอย่างแจ่มแจ้งหมดเปลือก 
เห็นโลกอย่างแจ่มแจ้งไร้ที่กำบังอีก 
หมดความสงสัย หมดความอยาก
ในทางที่เกี่ยวกับการวนเวียนภพขาติ 
หมดปัญหาทางตัวตนที่เป็นต้นแห่งทุกข์ 
หมดความลังเลสงสัยเพราะมีแสงสว่างมาแทนที่..
.
คนที่ประสบสุข 
ประสบความสำเร็จทางจิตญาณอย่างแท้จริง 
มิใช่เพราะว่าได้อะไรมา 
หากแต่เขาได้พบกับความจริง
ความจริงที่เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น 
ความจริงที่เป็นไปเพื่ออิสระ 
ปลดล็อคคลายจากทุกข์และความเศร้าหมองตลอดกาล 

อิโตมิ จัง

Image by iqbalnuril from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

การวางเป็นเรื่องของจิต ที่เห็นความจริง


หลายครั้งที่เราใช้คำว่า “ปล่อยวาง”
แต่ใครจะปล่อยวางได้จริงๆ
ส่วนมากคือมักจะเปลี่ยน
จากอารมณ์หนึ่งไปหาอีกอารมณ์หนึ่ง
ยิ่งเป็นความรู้สึกทุกข์ด้วยแล้ว 
ก็ยิ่งอยากจะวาง มันวางไม่ได้จริงๆ หรอก
เป็นแต่เพียงการหลีกอารมณ์
เพราะรู้สึกว่าสิ่งนี้ไม่ควรแก่เรา 
ขาดการเรียนรู้ความจริง
ขาดการยอมรับเหมือนๆ กับซุกเอาไว้ใต้เตียง
ทำเป็นไม่เห็นแต่มันก็ยังอยู่ตรงนั้น
การวางเป็นเรื่องของจิต
ที่เห็นความจริงว่าสิ่งนั้นๆ ไม่ใช่เรา เป็นตัวทุกข์
เหมือนๆ กับเราเอามือไปจับก้อนอะไรซักอย่างที่มันร้อน 
เรารู้ว่ามันร้อน คราวหลังเราเห็น เราจะไม่จับอีก
จิตที่รู้เห็นจริงจนวางอารมณ์ก็ฉันนั้น

พระอาจารย์เจษฎา คุตฺตจิตฺโต

Image by Xisat from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ความคิด ไม่ดีไม่ร้าย


ความคิด ไม่ดีไม่ร้าย
มันก็ทำหน้าที่ของมันไป
เมื่อไหร่เห็นมันไม่ใช่เรา
แล้วมันก็หมดฤทธิ์
แต่ถ้าไม่รู้จักมัน เราจะเป็นมัน 
และ เป็นทาสมันไม่มีวันจบวันสิ้น
หลายคนปฎิบัติธรรมเพื่อจะไม่คิด 
หรือ แค่คิดจะปฎิบัติ 
ก็ตกสู่ความคิดอยู่ดี

พระอาจารย์ปกรณ์นันทน์ ฐิตธัมโม

Image by Darkmoon_Art from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 


“สันติสุขในใจ” เกิดขึ้นได้ในจิตใจที่สงบสุข
ต้องเป็นจิตใจที่ยอมรับ
และเข้าใจความจริงอย่างที่เป็น
โดยไม่แทรกแซง ยื้อแย่ง แข่งขัน บังคับ 
ปรับเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็น
อย่างที่ใจเราต้องการ
การฝืน การสั่ง การบังคับ 
การกดข่ม กดดัน เรียกร้อง
ไม่ทำให้เกิดการยอมรับ
และเข้าใจความจริงได้
การข่มจิตไม่ให้คิด ไม่ได้แปลว่าเรามีสมาธิ
การบังคับจิตใจไม่ให้โกรธ 
ไม่ได้แปลว่าความเกลียดหายไปจากใจ
มันยังอยู่ข้างใน ทั้งความเศร้า 
ความทุกข์ ความหดหู่
ไม่มีทางจางหายไปได้ 
หากเรายังแบ่งแยกตัวตนกับคนอื่น
แบ่งแยกตัวเรากับทุกสิ่งรอบตัว
“อิสระเสรี” ที่แท้จริง 
ต้องไม่อยู่ภายใต้ความคิดหรืออิทธิพลใด ๆ
จะต้องเป็นการรู้ตัว 
โดยไม่มีการพยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งที่รับรู้

ท่านกฤษณมูรติ

Image by Engin_Akyurt from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ที่สุดของความคุ้มในชีวิต


ที่สุดของความคุ้มในชีวิต
มิใช่การใช้ชีวิตได้ตามอำเภอใจ
แต่เป็นการได้หลุดพ้น
จากการครอบงำตามอำเภอใจของชีวิตต่างหาก

ดังตฤณ

Image by titouhwayne from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ทั้งหมดมิอาจพบพุทธะได้เลย



ถ้าเธอไม่สามารถเห็นธรรมชาติแท้ของเธอได้ 
การอ้อนวอนหาพุทธะ
การท่องบ่นพระสูตรใดๆ 
การสักการะบูชา การรักษาศีล 
เหล่านี้ ล้วนเปล่าประโยชน์ 
การอ้อนวอนหาพุทธะมีผลให้เกิดกรรมดี 
การท่องบ่นพระสูตร มีผลให้เกิดความจําดี 
การรักษาศีล มีผลให้เกิดชาติใหม่ที่ดี 
การทําการสักการะบูชา 
มีผลให้เกิดความสุขในอนาคต 
แต่ทั้งหมดมิอาจพบพุทธะได้เลย

ปรมาจารย์ตั๊กม้อ

จากหนังสือคำสอนท่านโพธิธรรม
แปลโดย ชยธมฺโมภิกขุ

Image by edwindoms610 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

สิ่งที่กั้นขวางไม่ให้เข้ามาทางธรรม


สิ่งที่กั้นขวางไม่ให้บางคนเข้ามาทางธรรม
ก็คือความกลัวที่ว่า หากตนศึกษาหรือปฏิบัติธรรมแล้ว
อาจจะไม่รัก ไม่ผูกพันกับคนข้างกายเหมือนเดิม 
สังโยชน์ คือ เครื่องร้อยรัดผูกมัดสัตว์ไว้
ไม่ว่าจะเป็นสามี-ภรรยา 
แม่-ลูก
หรือชาวโลกคนไหนก็ตาม 
ปกติแล้ว จะมีพันธะ 
มี สายใย
มี ความผูก 
มี ความพัน
มี ความเกาะ
มี ความเกี่ยวโยงกันอยู่ทั้งนั้น
แต่ถ้าเข้าใจธรรมะขึ้นมาเมื่อไหร่ 
ก็จะอยู่ด้วยกันอย่างเป็นอิสระ 
มีความเป็นไทจริงๆ 
คือ เกื้อกูลกันไปตามสิ่งที่สมควรจะเกื้อกูลกัน
ทำหน้าที่อย่างมีธรรม
และโดยธรรม
แต่ไม่มีความอาลัย
ไม่มีสายใย
ไม่มีเครื่องร้อยรัดกันไว้

พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

Image by ID 4144132 from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

แก่นแท้...


อิสระจากการปรุงแต่งทั้งปวง
และความมั่นคงไม่หวั่นไหว
คือ แก่นแท้ของการภาวนา
การไม่ยึดมั่นถือมั่น, การปล่อยวาง 
และ การวางเฉยอย่างอิสระ
คือ แก่นแท้ของการดํารงตน
ไร้ความปรารถนา, ไร้ความกลัว 
และ ไร้ความสับสนโดยสิ้นเชิง
คือ แก่นแท้ของผลอันสมบูรณ์
มิต้องพยายาม, มิได้ปกปิดซ่อนเร้น 
และ มิได้เลือกปฏิบัติ
สามสิ่งนี้ คือ แก่นแท้ของศีล

ท่านมิลาเรปะ

หนังสือแก่นธรรมของท่านมิลาเรปะ
แปลโดย ชยธมฺโมภิกขุ

Photo by petr sidorov on Unsplash

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา


 

ว่าง ยกล็อตทั้งหมด


การไม่มีสังโยชน์ร้อยรัดใจ
เพราะมีอนัตตา ความว่างเป็นอารมณ์
เท่ากับตัดสังโยชน์ ๑๐
สักกายทิฏฐิ ว่าง วิจิกิจฉา ว่าง
สีลัพพตปรามาส ว่าง
กามราคะว่าง ปฏิฆะ ว่าง
รูปราคะ ว่าง อรูปราคะ ว่าง
มานะ ว่าง ทิฎฐิ ว่าง อวิชชา ว่าง
ว่าง ยกล็อตทั้งหมด
รวดเร็ว ฉับพลันทันใจ..

พระอาจารย์นพพร อาทิจฺจวํโส

Image by geralt from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา



 

การปฏิบัติธรรมสำคัญพอๆ กับการกินข้าว


จริงๆ แล้วการปฏิบัติธรรมนั้น
สำคัญพอๆ กับการกินข้าว 
เพียงแต่คนเราไม่ได้ตระหนัก 
เพราะการปฏิบัติธรรมไม่ได้ส่งผล
หรือเห็นอานิสงส์ทันทีเหมือนการกินข้าว 
แต่การปฏิบัติธรรมก็สำคัญพอๆ กับการกินข้าว 
เพราะถ้าขาดการปฏิบัติธรรมเมื่อไร 
ชีวิตก็เป็นทุกข์ไม่ต่างจากการไม่มีข้าวกิน
หากเราไม่สนใจการปฏิบัติธรรม 
เวลามีอะไรมากระทบกับชีวิต 
จะทำให้เสียศูนย์ จิตใจจะเกิดทุกข์   
และส่งผลร้ายกับเรา ทำให้เป็นบ้าได้
.
มีผู้คนมากมายพอไฟไหม้บ้าน 
ธุรกิจล้มละลาย หรือคู่รักตีจาก 
ก็เสียศูนย์จนคลุ้มคลั่ง 
ที่เป็นบ้าไปเลยก็มี 
บางคนถึงกับฆ่าตัวตาย 
นั่นเป็นเพราะใจย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง
คนเราทุกวันนี้ไม่ค่อยมีความทุกข์กายเท่าไร 
เพราะเราอยู่ในยุคที่มีความสุขสบายเกือบทุกอย่าง 
บางคนแทบจะไม่รู้จักความหิวโหย 
ชีวิตประจำวันแทบจะไม่มีเหงื่อออก 
เพราะไม่ต้องใช้เรี่ยวแรงทำมาหากิน 
ไม่เหมือนสมัยปู่ย่าตายาย 
ที่ต้องออกแรงทำงานทั้งวัน
แต่ถึงแม้ไม่ค่อยมีความทุกข์กาย 
แต่คนสมัยนี้มีความทุกข์ใจเยอะมาก 
แล้วความทุกข์ใจก็บั่นทอนสุขภาพเรา 
ทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัว 
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเราไม่ได้ฝึกฝนจิตใจ

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

Image by onderortel from pixabay

ที่มา  : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา